รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 161 บัญญัติว่าก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วย ถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีกำหนดนำคณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าฯเพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในวันที่ 5 กันยายนนี้

เพื่อมิให้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้องกล่าวถ้อยคำที่ระบุไว้ให้ถูกต้อง ไม่ตกหล่น หรือตกแต่งถ้อยคำอื่นใดเพิ่มให้เป็นอื่นนอกจากนี้

การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น จะต้องกระทำต่อเบื้องพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นการเฉพาะ

เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นพระประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการเปล่งถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้เท่านั้น

กล่าวกันว่า เป็นการปฏิบัติสืบทอดมาจากพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา หรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล หรือพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจา ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อครั้งอดีต

แต่ในถ้อยคำที่กล่าวในการถวายสัตย์ปฏิญาณปัจจุบัน คือการยืนยันและให้คำมั่นว่าจะมีความจงรักภักดี ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประชาชน รักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

บุคคลใดเมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี แม้จะมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว บุคคลนั้นยังไม่ควรเริ่มปฏิบัติงานจนกว่าจะได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อน

การที่มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ในทางกฎหมาย ถือว่าผู้นั้นยังเป็นรัฐมนตรีที่ไม่สมบูรณ์ ยังใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีไม่ได้

โดยพฤตินัยและนิตินัย เมื่อรัฐบาลใหม่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ก็เป็นว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการจบสิ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม โดยขั้นตอนแล้วยังเหลือเพียงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลใหม่จึงจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน