จากภาวะสงครามในอิสราเอล หลังกลุ่มฮามาส กองกำลังติดอาวุธของปาเลสไตน์ ยิงจรวดถล่มพื้นที่ฉนวนกาซ่าและหลายพื้นที่ในอิสราเอล จนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับเป็นตัวประกันจำนวนมาก ซึ่งมีคนไทยรวมอยู่ด้วย

กระทรวงการต่างประเทศของไทย แถลงข่าวช่วงสาย 9 ตุลาคมที่ผ่านมา สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตแรงงานไทย เบื้องต้น 12 ราย บาดเจ็บ 9 ราย และถูกจับเป็นตัวประกัน 11 ราย มีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับไทยแล้วกว่า 1,400 คน ขอไม่กลับ 23 คน ทั้งนี้ เป็นไปตามความสมัครใจ คาดว่าจะมีการทยอยแจ้งความประสงค์เพิ่มเติม

แม้จะมีการยืนยันว่าแรงงานไทย ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายการทำร้ายของกลุ่มฮามาส แต่ก็นำมาซึ่งความเป็นห่วงกังวลของครอบครัว ญาติพี่น้อง ตลอดจนคนไทยทั่วประเทศ

สำหรับท่าทีรัฐบาลไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง สั่งกำชับเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ให้พร้อมรายงานสถานการณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง

มีการประชุมศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน (Rapid Response Center-RRC) นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วางแผนจัดเตรียมเครื่องบินกองทัพอากาศ จำนวน 6 ลำ เตรียมอพยพคนไทยกลับ พร้อมประสานเครื่องบินพาณิชย์เพิ่มเติม หากจำเป็น โดยจะทำให้รวดเร็วที่สุด ทันทีที่น่านฟ้าเปิด

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ยืนยันรัฐบาลจะดูแลทั้งผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน ต้องหาทางช่วยเหลือออกมาให้ได้

ในด้านเศรษฐกิจการส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างกัน แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศคู่ค้าหลักกับอิสราเอล แต่สำหรับแรงงานคนไทยในอิสราเอล ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคการเกษตรนั้น

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุ ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในอิสราเอลทั้งสิ้นราว 29,900 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่อาศัยอยู่ใกล้ฉนวนกาซ่า เป้าหลักในการถูกโจมตี ประมาณ 5,000 คน อีกทั้งเป้าหมายโจมตียังมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ออกไป

ภายใต้ภาวะสงครามดังกล่าว กับตัวเลขแรงงานคนไทยในพื้นที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อยๆ

จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ การกำหนดท่าทีต่างๆ ต้องกระทำอย่างระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ลุกลามโดยใช่เหตุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน