การปล่อยข่าวปลอม หรือ เฟกนิวส์ การสร้างคอนเทนต์บิดเบือนในโซเชี่ยลมีเดีย ไปจนถึงสื่อภาพยนตร์ซึ่งนำเสนอภาพประเทศไทยเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยว

เป็นปัจจัยหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเห็นว่า ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยไม่ถึงเป้าหมาย

แม้อาจไม่ใช่สาเหตุหลักจากสภาพการณ์เศรษฐกิจ แต่ย่อมมีผลด้านจิตวิทยาไม่น้อย

หากย้อนไปดูผลจากภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง Lost in Thailand เมื่อปี 2555-2556 จะเห็นถึงอานิสงส์ที่สร้างปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวชาวจีนแห่มาไทยจำนวนมาก

เพียงแต่ช่วงเวลานี้ เนื้อหาสื่อที่ไทยเผชิญอยู่เป็นลบมากกว่าบวก

ตั้งแต่ปีก่อน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. วางเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนไว้ว่าปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาเที่ยวไทยราว 4 ล้านถึง 4.4 ล้านคน

แต่ตัวเลขล่าสุดนับจากเดือนม.ค. ถึง 3 ธ.ค.2566 เพิ่งจะทะลุ 3 ล้านคน เป็นอันดับสองรองจากมาเลเซียที่มาเยือนไทยในปีนี้เกิน 4 ล้านคน

แม้รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน จะเริ่มมาตรการวีซ่าฟรี และช่วยดึงดูดได้มากขึ้นแล้ว แต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงเหตุการณ์ไม่คาดคิดกรณีมือปืนวัยรุ่นกราดยิงในห้างสรรพสินค้ากลางกรุงเทพฯ ซึ่งคร่าชีวิตนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนด้วย ยังคงเป็นอุปสรรค

การที่ ททท.ตั้งเป้าหมายใหม่ในปี 2567 ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทย 8.2 ล้านคน จึงเป็นงานหนักของหน่วยงานรัฐบาลทุกส่วน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องรับบทหนักในเรื่องนี้ ไม่ว่าตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจไซเบอร์ และตำรวจท้องที่ ในการตรวจคัดกรองและตามเคลียร์คดีทุนจีนสีเทาเพื่อแยกแยะกลุ่มคนที่แตกต่างนี้ออกจากกัน

นอกจากนี้ยังต้องคอยติดตามป้องกันกลุ่มคนที่มุ่งปล่อยข่าวปลอมที่สร้างผลกระทบด้านการท่องเที่ยวอีกด้าน

กรณีที่ตำรวจตม.ดำเนินคดีครีเอเตอร์สาวจีนเผยแพร่คลิปโจมตีซอยนานาเป็นแหล่งไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง ในข้อหาไลฟ์สดขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย เข้าข่ายเป็นบุคคลคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสี่ยงที่จะถูกแบล็กลิสต์นั้น อาจเป็นคดีตัวอย่างที่เตือนชาวเน็ตปล่อยข่าวรายอื่นๆ

แต่การปราบปรามอาชญากรรมในประเทศ และอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นภารกิจหลักที่ตำรวจต้องแสดงให้เห็นว่าเรื่องบิดเบือนนั้นจะไม่พลิกผันมาเป็นเรื่องจริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน