FootNote ทิศทาง สภาชนเผ่า พื้นเมือง ทิศทาง ของ สมรสเท่าเทียม
ท่ามกลางกระแสขานรับต่อร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคก้าวไกล มีร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา
นั่นก็คือ ร่างกฎหมาย “สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ซึ่งเสนอโดยภาคประชาชน
เป็นภาคประชาชนที่มีทั้ง “ชนเผ่า” และคนใน “พื้นราบ”
ร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม และได้รับการขานรับด้วยความอบอุ่น ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากพรรคก้าวไกล
บรรยากาศแห่งการอภิปรายจากสส.ในที่ประชุมก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีไม่เพียงแต่ต่อ “ชนเผ่าพันธุ์” หากแม้กระทั่งน้ำเสียงอันมาจากสส.แต่ละพรรคการเมือง
ความรู้สึกที่ดีเช่นนี้หลอมรวมและกลายเป็นความเชื่อมั่นว่าเส้นทางของร่างกฎหมาย “สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” น่าจะดำเนินไปด้วยความราบรื่น
แต่แล้วเมื่อมีเสียงจากรัฐบาลว่าจะขอนำไปพิจารณาโดยครม.ก่อนเป็นเวลา 60 วันฝันดีจึงกลายเป็นฝันสะดุด
สายตาจึงมองไปยัง “รัฐบาล” พร้อมกับ “คำถาม” ตามมา
หากย้อนกลับไปศึกษาเส้นทางของร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ก็จะเข้าใจในอุปสรรคและสภาพที่ร่างกฎหมายสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยได้ประสบ
เพราะว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้
นั่นก็คือ ท่ามกลางการประสานเสียงเห็นชอบไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ขอนำไปศึกษาเป็นเวลา 60 วัน
ความหมายอย่างแท้จริงก็คือ เป็นการนำไปอยู่ในช่องแช่แข็ง รั้งดึงมิให้ร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ดำเนินไปอย่างราบรื่นและที่สุดก็ต้องตกไปจากสถานการณ์ยุบสภา
นั่นเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่ปัจจุบันคือรัฐบาลอันมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนหลักซึ่งน่าจะต่างออกไป
กระนั้น เมื่อศึกษาเส้นทางของร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม แม้จะเกิดความหงุดหงิดเมื่อประสบเข้ากับร่างกฎหมายสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
ภาคประชาชนก็ต้องทำความเข้าใจและเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
อาศัยบทเรียนจากการประสานพลังระหว่าง “ภาคประชาชน” กับพลังของ “พรรคการเมือง” ก่อให้เกิดจุดร่วมในทางความคิดกระทั่งกลายเป็นความต้องการร่วมในทางสังคม
ลักษณะ “มวลชน” นั้นเองที่แปรเป็นพลังเหมือนกับที่สำแดงผ่านเส้นทางของร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ในวันนี้