FootNote สถานการณ์ ณ เบื้องหน้า รัฐบาล “อาการ” หงุดหงิด “พลังตกค้าง”
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของ “สมาชิกวุฒิสภา” ในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร
เด่นชัดยิ่งว่าเป็น “อาการ” ในทางการเมืองซึ่งเป็นความต่อเนื่องจากสถานการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2566
สะท้อนให้เห็นถึง “ความหงุดหงิด”และ “ความไม่พอใจ”
เพราะว่าความคิดที่ดำรงอยู่ในลักษณะอันมากด้วยกัมมันตะ ในทางการเมืองภายในคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร มีรากฐานมาจากพรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในการก่อรูปมวลมหาประชาชน “กปปส.” อันมีส่วนอย่างสำคัญต่อรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ขณะที่กล่าวสำหรับ “สมาชิกวุฒิสภา” ที่แสดงความต้องการจะดำเนินญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติว่าไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจก็แทบไม่แตกต่างกัน
นี่คือพลังตกค้างอันสะท้อนออกเป็น “อาการ” ในทางการเมือง ที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ใหม่
นั่นก็คือ “รัฐบาลพิเศษ”บนหลักการ “ก้าวข้าม” ความขัดแย้ง
ต้องยอมรับว่าความสำเร็จในการเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และการเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเมื่อเดือน พฤษภาคม 2557 ดำรงอยู่อย่างมีลักษณะพิเศษ
สรุปตามบทสรุปอันมาจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็คือ
เป็นการเคลื่อนไหวของ “ม็อบมีเส้น”
เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสนองเป้าหมายและความต้องการที่จะปูทางและสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การก่อ “รัฐประหาร” เพื่อโค่นล้มรัฐบาลในปี 2549 และรัฐบาลในปี 2557
แต่เมื่อพลังที่ซ่อนแฝงอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวมิได้ให้การ สนับสนุน บทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็หมด บทบาทของกปปส.ก็หมด
จึงมีเพียง “พลังตกค้าง” สำแดงอาการผ่านบางส่วนของสว.และบางส่วนของพรรคการเมืองที่ผิดหวังจากการเลือกตั้ง
แม้ทั้งหมดจะถือได้ว่าเป็น “พลังตกค้าง” ดำรงอยู่อย่างถูกทิ้งขว้างในแบบของ “ม็อบไม่มีเส้น” แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าที่ “รัฐบาลพิเศษ” ต้องประสบอยู่เป็นอย่างไร
แม้จะ “ก้าวข้าม” ความขัดแย้ง แต่ “ความขัดแย้ง” ก็ยังดำรงอยู่
อาจถือได้ว่าเป็นความขัดแย้ง “ภายใน” อาจมองได้ว่าในที่สุดก็สามารถที่จะประนีประนอมกันได้
หากพรรคเพื่อไทยดำเนินจังหวะก้าวอย่างรัดกุม