ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ขั้นตอนต่อไปจะนำร่างพ.ร.บ.เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความเท่าเทียมกับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งอยู่บนหลักสังคมพหุวัฒนธรรม
จะเป็นหลักประกันให้กลุ่มชาติพันธุ์กว่า 60 กลุ่ม มากกว่า 10 ล้านคนในประเทศไทย มีความมั่นคงในชีวิต สามารถประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ดํารงอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
โดยนายกฯ ย้ำว่าเป็นกฎหมายที่บูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาชาติพันธุ์ เน้นเสริมพลังสร้างแนวร่วมในการพัฒนาประเทศร่วมกัน
สำหรับการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ อยู่บนหลักการและเหตุผลที่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อตามจารีตประเพณีเป็นของตนเอง
กลุ่มชาติพันธุ์ตั้งถิ่นฐานกระจายตามภูมิภาคต่างๆ เช่น บนพื้นที่สูง ทำการเกษตรพึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ บนเกาะแก่ง หรือชายฝั่ง ดำรงชีพด้วยการทำประมง กลุ่มอาศัยในป่าดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่า เป็นต้น
แต่ที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เกิดปัญหา อาทิ สถานะบุคคล การอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าทับซ้อน และเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวถึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ปัจจุบันประเทศไทยมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ประสบปัญหาในการดำรงชีพ ดำรงอัตลักษณ์ ความเชื่อ จารีตประเพณี สิทธิที่อยู่อาศัยดั้งเดิม ที่ดินทำกิน ถูกบังคับอพยพ ถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐาน ส่งผลหลายครอบครัวล่มสลาย
ตัวอย่างล่าสุดกรณีกลุ่มชาติพันธุ์บางกลอย-ใจแผ่นดิน จ.เพชรบุรี ถูกบังคับอพยพ เผาบ้านไล่รื้อให้ออกจากป่าถิ่นอาศัย และแหล่งทำกินดั้งเดิมตั้งแต่บรรพชน อีกทั้งยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคาม และจับกุมดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน เช่น ถูกรัฐประกาศพื้นที่ป่าทับซ้อน ถูกนายทุนใช้อิทธิพลขับไล่ หรือถูกกล่าวหาทำไร่เลื่อนลอย ทั้งที่เป็นการเกษตรแบบหมุนเวียนพึ่งพิงธรรมชาติ เป็นต้น
การมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต จึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชาติพันธุ์ 10 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น