FootNote:ความเงียบ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ณ มรสุมปั่นป่วน พลังประชารัฐ
ความเงียบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นความเงียบที่กำลัง ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง
เป็นความเงียบในเชิง “รุก” เป็นความเงียบในเชิง “รับ”
แม้ว่าการเคลื่อนไหว “ก่อน” หน้านี้บ่งชี้ให้เห็นถึงความต้องการในการยืนหยัดและพยายามจะพลิกฟื้นสถานะและการดำรงอยู่ของพรรคพลังประชารัฐ
ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายภายใต้รูปลักษณ์แสดงความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าโดยเฉพาะความปราดเปรียวในกางเกงยีนส์
นี่คือภาพลักษณ์ในยุคที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในสถานการณ์แห่งการเป็น “รักษาราชการ” นายกรัฐมนตรี ภายใต้คำขวัญ “ใจบันดาลแรง” อันทรงพลัง
เป็นสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 เป็นสถานการณ์อันนำไปสู่การประกาศตนเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ
วันนี้ สถานะแห่งความเป็น “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรี ยังคงติดตรึงอยู่อย่างหนักแน่นและมั่นคง
ท่ามกลาง “การถอย” ของพันธมิตร “เดิม” ในทางการเมือง
การถอยที่เด่นชัดอย่างยิ่งย่อมเป็นการถอยของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างยาวนาน
ตั้งแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งหลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
การถอยอย่างมากด้วยกระบวนท่า ย่อมเป็นการถอยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปสู่ตำแหน่งอันทรงศักดิ์แห่ง “องคมนตรี”
ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนลงนามรับสนองพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษให้ นายทักษิณ ชินวัตร จากสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566
ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ต่างขานชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
นี่ย่อมเป็นข้อตกลง “ร่วม” จากพี่น้อง “2 ป.” ก่อนการถอย
ความเงียบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงก่อให้เกิดคำถามตามมาในทางการเมือง ซึ่งทวีความแหลมคมและร้อนแรง
ในเมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอยู่
ในเมื่อมีความร้อนแรงอันไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคพลังประชารัฐ ปะทุขึ้นเรื่องแล้วเรื่องเล่า โดยที่มิได้เห็นบทบาทของหัวหน้าพรรคในการคลี่คลายปัญหาอย่างมากด้วยกัมมันตะ
ความเงียบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงกลายเป็นปริศนาว่าเงียบเพื่อจะรุก หรือว่าเป็นการตั้งรับก่อนการถอยใหญ่
เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา