นอกเหนือจากการผลักดัน เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งรวมถึงกาสิโน ด้วยเป้าหมายทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เริ่มพูดถึงการขับเคลื่อนบทบาทอีกด้านของไทยในการเป็น “เจนีวาแห่งเอเชีย”

เป้าหมายนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวกับ นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา รองเลขาธิการสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ สำหรับเอเชียและแปซิฟิก หรือ ESCAP ที่เข้าพบหารือสัปดาห์ก่อน

ย้ำจุดยืนประเทศไทยที่จะเป็นเจนีวาของเอเชีย พื้นที่ในการเจรจาและส่งเสริมความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

ในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics เพิ่มความตึงเครียดขึ้นหลายปมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปัจจุบันไทยมีกฎหมายเอื้อต่อการแสดงบทบาทเจนีวาแห่งเอเชีย ว่าด้วยพ.ร.บ.เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศ และการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ.2561

เนื้อหากฎหมายระบุถึงการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางองค์การระหว่างประเทศ และการประชุมระหว่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทไทยต่อประชาคมโลก

จากการที่ไทยเป็นที่ตั้งองค์การต่างๆ ของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติประมาณ 28 องค์การ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ อีก 18 องค์การ ทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ เคนยา อินโดนีเซีย ฯลฯ

การทำหน้าที่นี้จะทำให้ไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

แม้กฎหมายนี้ตราขึ้นมาเกิน 5 ปีแต่ประเทศไทยยังไม่ได้ขับเคลื่อนมากนัก เนื่องจากการเมืองอยู่ในช่วงรอยต่อจากการรัฐประหาร

แต่เมื่อรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศโดยมีกฎหมายรองรับแล้ว จึงควรขับเคลื่อนภารกิจนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งในกรณีพิพาทระหว่างประเทศ

โจทย์ยากสุดที่อยู่ใกล้ไทยและไทยได้รับผลกระทบโดยตรง คือความไม่สงบในเมียนมา นับจากเกิดรัฐประหารในปี 2564 โดยมีประเทศมหาอำนาจแสดงออกถึงการแบ่งขั้วอยู่อย่างชัดเจน

หากรัฐบาลริเริ่มการเจรจาระหว่างตัวแทนความขัดแย้งของเมียนมาได้ในไทย การขับเคลื่อนนี้จะไม่เพียงสร้างสันติภาพให้โลกในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ยังยกระดับประเทศในการเป็นเจนีวาแห่งเอเชียได้อย่างสง่างาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน