FootNote:กระแส ข่าวลือ “รัฐประหาร” เงาสะท้อน ตกค้าง การเมือง
ทำไมข่าวลือเรื่อง “รัฐประหาร” จึงถูก “ปล่อย” ออกมาในสภาพที่มีความเชื่ออย่างหนักแน่นว่า แนวโน้มที่จะเกิดการยุบพรรคก้าวไกลมีความเป็นไปได้สูงอย่างสูงยิ่ง
นั่นเพราะคนปล่อยข่าวยังผูกติดอยู่กับสถานการณ์ภายหลัง การยุบพรรคอนาคตใหม่
ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายที่ “อยาก” ให้ยุบ และ “ไม่อยาก” ให้ยุบ
หากมองจากด้านของฝ่ายที่ “อยาก” ให้พรรคก้าวไกลถูกยุบ ก็หวั่นเกรงว่า หากมีคำวินิจฉัยยุบจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อใด ก็เกรงว่าจะเกิดสถานการณ์เหมือนปี 2563
นั่นก็คือการแพร่ระบาดของสถานการณ์ที่เรียกว่า “แฟล็ชม็อบ” จากคนที่นิยมชมชอบพรรคก้าวไกล และอาจนำไปสู่ความ รุนแรงจนทหารต้องออกมาจัดการ
การปล่อยข่าวในลักษณะเช่นนี้ออกมาก็เพื่อเป็นการเตือนในลักษณะ “ป้องปราม” มิให้เกิดขึ้น เพราะหากเกิดขึ้นก็เท่ากับเป็นสายล่อฟ้านำไปสู่การรัฐประหารขึ้นได้
ไม่ว่าฝ่าย “อยาก” ไม่ว่าฝ่ายที่ “ไม่อยาก” ล้วนตกอยู่ภายใต้มายาคติแห่ง “รัฐประหาร” ทั้งสิ้น
ทั้งๆที่รัฐประหารสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ไม่มีการเคลื่อนไหว
ต้องยอมรับว่าสังคมได้บทเรียนในเชิงเปรียบเทียบมาตลอด ไม่ว่าจะการเคลื่อนไหวเดือนตุลาคม 2519 ไม่ว่าจะการเคลื่อนไหวเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
ยิ่งการเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และการเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ยิ่งชัดเจน
ชัดเจนว่าเป็นการปูทางสร้างเงื่อนไขไปสู่ “รัฐประหาร”
เมื่อผ่านบทเรียนจากการเคลื่อนไหวภายหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และผ่านการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจนถึงปี 2565
การเคลื่อนไหวที่ดำรงอยู่ในระยะหลังจึงมิได้เป็นการเคลื่อน ไหวในท้องถนนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หากแต่เป็นการเคลื่อน ไหวในโลกเสมือนผ่านโซเชียลมีเดีย
และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ก็ตัดสินใจแสดงเจตจำนงของตนผ่านกระบวนการของ “การเลือกตั้ง”
ข่าวปล่อยในเรื่อง “รัฐประหาร” จึงกลายเป็นความแปลกปลอมหนึ่ง ซึ่งตกค้างมาจากสภาพการณ์ทางการเมืองในอดีต
มีทั้งคนเชื่อ มีทั้งคนไม่เชื่อ ตลอดสองรายทางที่ปรากฏ
ความหมายก็คือ เป็นเครื่องมือที่ล้าสมัยและไม่น่าจะสามารถบริหารจัดการต่อปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงข้ามอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา
รัฐประหารจึงเป็นภาพสะท้อนในทางความคิดที่ยังตกค้างอยู่ และยืนยันถึงโครงสร้างเดิมแห่งอำนาจที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
