กระแสปรับ ครม. “เศรษฐา 1” ถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังจากเคยมีข่าวทำนองนี้เป็นระลอก นับตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพักโทษกลับมาอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า

รวมถึงความระส่ำระสายภายในพรรคภูมิใจไทย จากกรณีการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่อาจลามไปถึงขั้นถูกสั่งยุบพรรค กับข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลชุดแรกเริ่ม ยังเหลือโควตารัฐมนตรีว่างอยู่ 2 ที่นั่ง เป็นโควตาพรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาล 1 ที่นั่ง กับพรรคพลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง

ตลอดจนประเด็นเมื่อพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567 มีผลบังคับใช้ ประจวบกับการที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดวาระ 5 ปี ในเดือนพ.ค.2567

ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลหรือไม่อย่างไร

กระทั่งช่วงก่อนการอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 เม.ย.ที่ผ่านมา ในจังหวะรัฐบาลเศรษฐา บริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 7 กระแสปรับครม.ได้ถูกจุดพลุขึ้นมาอีกครั้ง

พร้อมกันยังมีการระบุถึงรูปแบบการปรับเปลี่ยนโฉม ที่หากเกิดขึ้นจริงจะเรียกว่า “ครม.เศรษฐา1/2” ว่าจะมีทั้งการปรับเก้าอี้ภายในพรรคแกนนำ และพรรคร่วม มีทั้งรัฐมนตรีถูกปรับออก รัฐมนตรีเข้ามาใหม่ การสลับกระทรวง และเติมเต็ม 2 รัฐมนตรีที่ยังว่าง

ส่วนการโยงใยไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านบางพรรคที่มีอยู่ 21 เสียง ซึ่งมีข่าวมาตลอดว่าพร้อมเสนอตัวเป็น “พรรคอะไหล่” เติมเสียงให้รัฐบาลเศรษฐา

ประเด็นนี้ได้รับการปฏิเสธจากนายกฯ ว่าจะไม่เพิ่มจำนวนพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน ยืนยัน 314 เสียงในตอนนี้มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว

สำหรับห้วงเวลาเหมาะสมในการปรับครม. ผู้เชี่ยวชาญการเมืองชี้ว่า เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศผ่านพ้น 6 เดือน โอกาสในการปรับ ครม.สามารถเกิดขึ้นได้ ตามที่ผู้นำรัฐบาลเห็นสมควร

ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหลังการอภิปรายวันที่ 3-4 เม.ย. ที่นายกฯ สามารถนำเนื้อหาข้อมูลอภิปรายบางประเด็นของฝ่ายค้าน มาพิจารณาประกอบผลการทำงานของรัฐมนตรี ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนบางอย่าง

การปรับ ครม.ถือเป็นอำนาจนายกฯ เพียงผู้เดียว ซึ่งทุกครั้งมักเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองตามมามากน้อยแตกต่างกัน

แต่หากปรับเปลี่ยนแล้วได้คนเก่ง มีความรู้ความสามารถมาช่วยรัฐบาลทำงานดีขึ้น ยึดผลประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นหลัก แรงกระเพื่อมต่างๆ ก็จะลดน้อยลง และจางหายไปในที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน