นับถอยหลังไม่ถึง 15 วัน สมาชิกวุฒิสภา หรือสว.ชุดปัจจุบัน 250 คน ซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังจะหมดวาระ 5 ปีการดำรงตำแหน่งในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้
จากนั้นประเทศไทยจะเริ่มนับหนึ่ง เข้าสู่กระบวนการเลือก สว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
เพื่อทดแทน 250 สว.ชุดปัจจุบันที่กำลังจะหมดวาระ โดยมีประเด็นแตกต่างสำคัญคือ สว.ชุดใหม่ จะเป็น สว.ตามบทหลักภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสภาสูง
โดยไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. จำนวน 500 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
รัฐธรรมนูญมาตรา 107 กำหนดให้การได้มาซึ่ง 200 สว. มาจากการแบ่งกลุ่มแล้วเลือกกันเอง
โดยในระเบียบ กกต.แบ่งผู้สมัครเป็น 20 กลุ่ม จากกลุ่มอาชีพต่างๆ ตามกำหนดใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ
ส่วนการเลือกกันเองของผู้สมัครให้ดำเนินการตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากกฎเกณฑ์เลือก สว.ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนนี้ ก่อให้เกิดกระแสข่าวพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มบ้านใหญ่ ได้เตรียมการจัดตั้งคนเข้าไปสมัคร เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการลงคะแนนเลือก สว. ให้ได้คนที่ตนเองต้องการ
หากเป็นเช่นนั้นจริง ถือเป็นประเด็นน่าห่วงใยอย่างมากทั้งด้านคุณภาพ และความเป็นอิสระ
สว.ชุดใหม่ 200 คน มีความจำเป็นที่นอกจากต้องมีคุณภาพ ยังต้องมีความเป็นอิสระเต็มเปี่ยม กล่าวคือ ต้องไม่ใช่คนพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือบ้านใหญ่
เพราะนอกจากอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมาย สว.ยังต้องเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง ความศรัทธาของประชาชนต่อระบบการเมืองและองค์กรยุติธรรม
รวมถึงอำนาจหน้าที่สำคัญในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องใช้เสียงเห็นชอบของ สว. 1 ใน 3 ด้วยสองประเด็นหลักนี้ คุณภาพและความเป็นอิสระ ปราศจากการชักใยทางการเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก
ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของสว.ชุดใหม่ ซึ่งแม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ร่วมฟื้นฟูประชาธิปไตย กำหนดตัวบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมภายใต้มาตรฐานเดียวได้