ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษา ของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
โดยรายงานเสนอให้ลงประชามติ 3 ครั้ง เนื้อหาในการทำครั้งแรกให้ถามประชาชนว่า เห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
การทำประชามติครั้งแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 21 ก.ค. ถึงวันที่ 21 ส.ค.2567 ใช้งบประมาณ 3,200 ล้านบาท หากผ่านจะเข้าสู่ครั้งที่ 2 เกี่ยวกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หากผ่านจะเข้าสู่ขั้นตอนร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเสร็จแล้วทำประชามติครั้งที่ 3
คณะกรรมการฯ เชื่อว่าการทำประชามติจะผ่าน และเสร็จทันภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้
กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านไปอีกขั้น เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของหลายฝ่ายในสังคม เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกร่างโดยคณะรัฐประหาร มีเนื้อหาไม่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยเท่าที่ควร และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
แม้สังคมเห็นพ้องว่าควรจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ในรูปแบบ รายละเอียด การทำประชามติ ตลอดจนที่มาของบุคคลผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงทักท้วง
โดยฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยืนยันอยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็วที่สุด แต่มีความกังวล จึงอยากให้ทบทวนการตั้งคำถามประชามติครั้งแรกให้เป็นไปอย่างกว้างที่สุด เข้าใจง่าย ไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน
เนื่องจากเกรงว่าคะแนนเสียงลงประชามติจะไม่เป็นเอกภาพ หรือตกหล่น แต่ถ้าคำถามไม่ซับซ้อน จะมีโอกาสทำให้การออกเสียงประชามติผ่านง่ายขึ้น
นับว่าเป็นข้อทักท้วงที่น่ารับฟังสำหรับคณะกรรมการฯ และรัฐบาล ที่จะนำไปทบทวน ดัดแปลงแก้ไขให้คำถามเป็นไปอย่างกว้างที่สุด เข้าใจง่าย และไม่ซับซ้อน
ที่ผ่านมาในการออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง คือฉบับปีพ.ศ.2550 และฉบับปีพ.ศ.2560 ตั้งคำถามเข้าใจยาก กำกวม โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่กลายเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้
นอกจากข้อทักท้วงฝ่ายค้านแล้ว รัฐบาลควรฟังเสียงสะท้อนความต้องการจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคมต่างๆ ด้วย เพื่ออาจนำไปสู่การปรับแก้ให้เหมาะสม
ทั้งหมดก็เพื่อจะส่งผลให้การลงประชามติเป็นเอกภาพ สะท้อนเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่