นายกรัฐมนตรี ขอบคุณและชื่นชมสถาบันการเงิน โดยเฉพาะสมาคมธนาคารไทย ที่ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้
หลังหารือผู้บริหารระดับสูงธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย และกรุงเทพ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 เมษายน
ต่อมาที่ประชุมสมาคมธนาคารไทย มีมติเห็นชอบให้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงในอัตราดังกล่าว เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป
เพื่อช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย และกลุ่มเปราะบาง ในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ส่วนธนาคารของรัฐบาลก็ลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน คือ ออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
ในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็ร่วมลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางลง 0.25% เป็นระยะเวลา 6 เดือนด้วยเช่นกัน
ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีจาก 6.795% ต่อปี เหลือ 6.545% ต่อปี เป็นครึ่งปีเช่นกัน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ลูกค้ากว่า 1.8 ล้านบัญชี รวมถึงลูกค้ากลุ่มรายได้น้อย
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลส่งสัญญาณถึงคณะกรรมการนโยบายการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ขอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ล่าสุดกรรมการเสียงข้างมากยังประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เอื้อต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินระยะยาว แต่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 คนเห็นควรปรับลดลง
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของสถาบันการเงินต่างๆ ที่เห็นชอบร่วมกัน โดยไม่ต้องรอความเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงินแล้ว
ส่วนหนึ่งเพราะผลการประกอบการที่มีกำไรเพิ่มขึ้น อีกทั้งเห็นความเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี ซึ่งต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยในอัตราที่ยังสูงอยู่
นอกจากนี้ ยังเป็นความสำเร็จของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เห็นช่องว่างระหว่างลูกหนี้ ธนาคารและสถาบันการเงิน โดยพยายามเข้าไปผลักดันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จนได้รับการสนองตอบอย่างดีทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน และธนาคารของรัฐบาล