FootNote:กรณี สนามกอล์ฟ กานตรัตน์ เจาะทะลวง สู่ “ธุรกิจกองทัพ”
กระบวนท่าในการขับเคลื่อนของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพ สภาผู้แทนราษฎร กำลังคืบหน้าไปด้วยความรอบคอบและรัดกุม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำกรณีของสนามกอล์ฟกานตรัตน์ หรือที่เรียกว่า “สนามงู” เข้าไปสู่การพิจารณาศึกษา
ไม่ว่าจะโดยบทบาทของ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะโดยบทบาทของรองประธานคณะกรรมาธิการจากพรรคก้าวไกล
โดยเฉพาะเมื่อมีการเชิญตัวแทนจาก 1 กองทัพอากาศ 1 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) และ 1 บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) (ทอท.)เข้าร่วมในการศึกษาพิจารณา
แนวโน้มที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ เหตุผลและความชอบธรรมที่จะต้องถ่ายโอนสนามกอล์ฟกานตรัตน์ (สนามงู) ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (มหาชน) จำกัด
ที่ยังไม่สามารถตกลงและเห็นชอบด้วยอย่างราบรื่น ก็อยู่ที่จำนวนเงิน 3,000 ล้านบาท ที่กองทัพอากาศเรียกร้องค่าชดเชย
กรณีของสนามกอล์ฟกานตรัตน์ (สนามงู) คือกรณีศึกษา
ต้องยอมรับว่าเหตุผลในด้านเทคนิคการบิน ที่กองทัพอากาศมองและประเมินว่าไม่มีปัญหา ได้ถูกโต้แย้งอย่างนุ่มนวลการบินพลเรือนและจากบริษัทท่าอากาศยานไทย
ขณะที่ปัญหาที่อาจจะยืดเยื้อและต้องใช้เวลาในการพิจารณาศึกษายังเป็นเรื่องการเรียกร้อง “เงินค่าชดเชย”
ข้อดีอย่างยิ่งจากการเรียกร้อง “เงินค่าชดเชย” โดยกองทัพอากาศเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการจัดทำรายละเอียด คือการทำให้ความเป็นจริงของธุรกิจและสวัสดิการของกองทัพมีความชัดเจน
จากกรณีของสนามกอล์ฟกานตรัตน์ (สนามงู) ก็นำไปสู่การทำความเข้าใจต่อสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ บริหารของกองทัพอากาศ
ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ความสนใจขยายไปยังกรณีของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ สนามกอล์ฟอื่นๆ สนามมวย ปั๊มน้ำมัน
คำถามก็คือที่เรียกว่าเป็น “สวัสดิการ” นั้นสวัสดิการอย่างไร
ต้องขอบคุณสภาผู้แทนราษฎร ที่มีส่วนอย่างสำคัญให้เกิดคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา “ธุรกิจกองทัพ”
หากไม่มีการจัดตั้งขึ้น “ความเป็นจริง” ก็มิได้เป็นที่ปรากฏ
หากนับตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490 อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “ธุรกิจกองทัพ” เป็นต้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎรได้แสดงบทบาทเจาะทะลวงเข้าไปสู่ “ธุรกิจกองทัพ”
นี่ย่อมเป็นสภาผู้แทนราษฎรอันมีพื้นฐานมาจากผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 อย่างสร้างสรรค์ งดงาม
