นายกรัฐมนตรีให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ เริ่มงานแรกด้วยการเข้าร่วมหารือด้านความมั่นคง ประเด็นเมียนมา และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กับผู้นำกองทัพ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
นายกฯ ย้ำอีกครั้งว่า การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงต้องเดินหน้าไปด้วยกัน
ทั้งกรณีเมียนมาและกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ ล้วนกระทบต่อชีวิตหรือความเป็นความตายของผู้คน จึงจำเป็นต้องอาศัยการผลักดันให้เกิดการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่มีเป้าหมายสันติภาพ
นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ต้องร่วมจัดการกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ให้ลดทอนผลกระทบต่อไทยให้มากที่สุด ด้วยการใช้วิธีทางการทูตที่ไทยเข้าไปมีบทบาทเป็นคนกลางได้
สำหรับสถานการณ์ชายแดนใต้ ช่วงที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เดินทางไปเยือนเมื่อปลายเดือนก.พ. โดยไม่ได้เอ่ยถึงปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ อาจด้วยต้องการมุ่งให้เกิดบรรยากาศที่ดี หรือมุ่งเน้นเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ
แต่การดึงรัฐมนตรีต่างประเทศมาร่วมหารือพร้อมกับผู้นำกองทัพล่าสุดนี้ สะท้อนว่ารัฐบาลตระหนักดีว่า โอกาสและเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนใต้จะต้องเดินแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย
ที่สำคัญคือ ต้องพยายามทำความเข้าใจกับคนในสังคมที่จะไม่เบี่ยงเบนเข้าหาลัทธิคลั่งชาติ ชาตินิยม หรือตั้งศูนย์กลางเป็นใหญ่อย่างในอดีต
ไม่เช่นนั้นจะทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยากกว่าเดิม
นอกเหนือสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีย้ำความมั่งคั่งต้องมาคู่กับความมั่นคง คือการปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงธุรกิจสีเทา การคุกคามของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเข้ามามีบทบาทหลัก
การผลักดัน “ภูเก็ตโมเดล” ให้เป็นจริง โดยผนึกการทำงานร่วมกันของกองบัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต อย่างจริงจัง
บวกกับการเชิญตัวแทนจากกงสุล 12 ประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามชาวต่างชาติที่มีเจตนาเข้ามาทำผิดกฎหมาย ยิ่งทำให้เป้าหมายชัดเจน
สิ่งสำคัญต้องทำควบคู่กันจากนี้ คือการตรวจสอบการทำงานทั้งหมดของเจ้าหน้าที่รัฐให้ตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้กัดกร่อนทั้งความมั่งคั่งและมั่นคง