FootNote:ชะตากรรม อธิบดีโรงงาน มรดก “บาป” จากยุค “คสช.”
การลาออกจากตำแหน่งของ “อธิบดีกรมโรงงาน” แห่งกระทรวงอุตสาหรรม เป็นผลและความต่อเนื่องมาจากแรงกดและบีบจากสถานการณ์ทางการเมืองอย่างเด่นชัด
เห็นได้จากเป็นการลาออกในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร
เพราะว่าประธานคณะกรรมาธิการเป็นสส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นคนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
ความน่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ภาระหน้าที่เฉพาะหน้าไม่ว่าจะมองจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะมองจากคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม
นั่นก็คือ การหาทางแก้ไขปัญหาอันเนื่องจากกรณีโรงงานเก็บกากสารเคมีประสบอัคคีภัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่พระนครศรีอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นที่ระยอง ไม่ว่าจะเป็นที่เพชรบูรณ์
เมื่อทุกสายตาล้วนมองไปยังบทบาทของกรมโรงงาน ในฐานะที่รับผิดชอบต่อโรงงานกักเก็บกากสารเคมี อธิบดีกรมโรงงาน จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
อย่างน้อยก็เพื่อให้ “รัฐมนตรี” ได้พิจารณาหาบุคคลเหมาะสม
หากมองปัญหาอันเกิดขึ้นไม่ว่ากรณีของกากสารเคมีที่กลายเป็นชนวนเกิดไฟไหม้โรงงานอย่างต่อเนื่อง จากพระนครศรีอยุธยาไปยังระยอง และเกิดขึ้นอีกในพระนครศรีอยุธยา
ย่อมมองเห็นความเป็นจริง ไม่เพียงแต่ในด้านของกรมโรงงาน หากแต่ขึ้นอยู่กับการสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้น
ในความเป็นจริง การกักเก็บ “กากสารเคมี” เพื่อให้อยู่ในพื้นที่ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นบรรทัดฐาน และความรับผิดชอบของกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
แต่ที่สภาพการณ์เช่นนี้ได้กลายเป็นสถานการณ์ที่มิอาจควบคุมได้ยังมีผลมาจากคำสั่งคสช.ฉบับที่ 4 อนุญาตให้โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม โรงงานคัดแยกกากอุตสาหกรรม โรงงาน รีไซเคิลขยะ โรงงานไฟฟ้าพลังขยะ เกิดขึ้นและเคลื่อนไหว
เป็นการเคลื่อนไหวและปรากฏขึ้นทั้งๆ ที่ถูกคัดค้านและต่อต้านจากคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่มิได้ฟังเสียงของพวกเขา
ข้อเท็จจริงจะถือว่าเป็นความผิดของอธิบดีกรมโรงงานคนปัจจุบัน ก็อาจไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก แม้จะต้องประสบโดยตรง
เพราะทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นจากกระดุมเม็ดแรกของ “คสช.”
ที่จริงแล้ว กรมโรงงานน่าจะนำเอาข้อมูลอย่างเป็นจริงว่า การเกิดขึ้นของโรงงานในลักษณะนี้คึกคักเป็นอย่างมาก ในยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
สถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ในเดือนพฤษภาคม 2567 คือมรดก “บาป” อันเนื่องแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อธิบดีกรมโรงงานจึงเป็นเหยื่อเช่นเดียวกับ “ชาวบ้าน”
