FootNote : ป้อมค่าย ตีแตก ภายในศึกษา รวมไทยสร้างชาติ
หากภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกภาพภายใต้การนำของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค การลาออกของ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ คงไม่เกิดขึ้น
เอกภาพในที่นี้สัมผัสได้จากการเคลื่อนไหว อันดำเนินไปในลักษณะเสมือนกับเป็นเครื่องเคียงในทางการเมือง
1 คือรูปธรรมแห่งการลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค ของ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ และมีการแต่งตั้ง นายหิมาลัย ผิวพรรณ เข้าไปแทนที่
1 คือรูปธรรมแห่งการยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคและตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคของ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ความเป็นจริงแห่งการเคลื่อนไหวในตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค ตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคเช่นนี้ ย่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามมา
ขนาดบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังตัดสินใจยื่นใบลาออกอย่างหมดเยื่อใยเช่นนี้จึงชัดเจน
ชัดเจนในเอกภาพ “ภายใน” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ
รูปธรรมทางการเมืองจึงมิได้อยู่ที่สถานะของ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ภายในกระทรวงการคลัง และภายในรัฐบาลว่าดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างไรเท่านั้น
หากแต่ยังอ่านได้จากกระบวนการเจรจาและต่อรองทางการเมืองก่อนการปรับครม.จะเรียบร้อย
ถามว่าทั้งๆ ที่มีความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่าตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม จักต้องมีขึ้นโดยมีการกำหนดชื่อตัวบุคคลออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นใคร
ผู้นั้นมีความสัมพันธ์เป็นอันดียิ่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเป็นที่ยอมรับจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และถือว่าเป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ
แต่ในที่สุดตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ไม่มี อำนาจยังเป็นของ นายสุทิน คลังแสง เพียงผู้เดียว
นี่ย่อมเป็นสัญญาณส่งตรงไปยังพรรครวมไทยสร้างชาติ
สถานการณ์อันเกิดขึ้นในกรณีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
ชี้ทิศทางในอนาคตพรรครวมไทยสร้างชาติชัดเจนยิ่ง
ชัดเจนว่าความเกรงใจต่อ “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีน้อยเป็นอย่างยิ่ง นี่ย่อมรวมไปถึงหัวหน้าพรรคเลขาธิการพรรคด้วย
จึงเริ่มไม่แน่ใจว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะยืนระยะไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าหลังเดือนพฤษภาคม 2570 ได้หรือไม่
ทั้ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

