FootNote:ปัจจัย ต่อ 200 สมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งพฤษภาคม 2566
บรรยากาศแห่งการเลือก 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” เพื่อเข้ามาทดแทน 250 สมาชิกวุฒิสภา “เก่า” ที่สิ้นสุดไปตามวาระนับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม เป็นต้นมา
ด้านหนึ่ง สะท้อนกลิ่นอายการเมือง เนื่องแต่พลังแฝงจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ยืนยันความต้องการการสืบทอดอำนาจ
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งสะท้อนความต้องการในการต่อสู้แข็งขืนความต้องการที่ดำรงอยู่ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557 อย่างเด่นชัด
ก่อให้เกิดบรรยากาศแทบไม่แตกต่างไปจากที่รับรู้ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 และการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
สังคมรับรู้ในความมั่นใจอย่างลึกซึ้งของอำนาจอันมีรากฐานจากระบอบ “รัฐประหาร” ไม่ว่าจะเป็นความเงียบจากโครงสร้างแห่งรัฐราชการรวมศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นความเงียบจากพรรคอันเคยเป็นพันธมิตรกับระบอบ “คสช.”
กระนั้น สังคมก็สัมผัสได้ในจิตวิญญาณเก่าแห่ง “พลังประชาธิปไตย” ที่เคยร่วมมือกันหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ทะลุไปยัง 1 พรรคเพื่อไทย ทะลุไปยัง 1 พรรคอนาคตใหม่
ถึงแม้ว่าการเกิดขึ้นของประดิษฐกรรมแห่ง “รัฐบาลพิเศษ” จะดึงเอาพรรคเพื่อไทยไปร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
กระนั้น ก็อย่าลืม “สถานะ” ซึ่งเป็น “แกนนำ” ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดบทบาท สะท้อนผ่านแต่ละนโยบาย
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นรากฐานอันแท้จริงในความเป็นพรรคเพื่อไทย ที่ไม่เพียงแต่สืบทอดความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย ประสานเข้ากับพรรคพลังประชาชน
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือความเป็นพรรคที่วางฐานแห่งความสำเร็จ อยู่ที่แนวทางนโยบายที่สร้างคุณูปการเป็นอย่างสูงให้กับพัฒนาการแห่งระบอบประชาธิปไตย
สถานะของพรรคเพื่อไทยแม้จะมีภาพแห่ง “บ้านใหญ่” แต่ก็เป็นบ้านใหญ่ที่ต่างจากบ้านใหญ่พรรคการเมืองอื่น
อย่างน้อยก็มีบทบาทในการต่อสู้ในลักษณะประชาธิปไตย
เงาสะท้อนการเมืองหลังสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 จึงเสนอองค์ประกอบใหม่ที่ดำรงอยู่อย่างมีลักษณะพิเศษ
ด้านหนึ่ง มีความร่วมมือ ด้านหนึ่งมีการต่อสู้ แข็งขืนปัจจัยแห่งการต่อสู้มาจากพื้นฐานเดิมของพรรคเพื่อไทย ที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 การเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566
ภายใน 200 สมาชิกวุฒิสภา “ใหม่” ย่อมจะมีองค์ประกอบแห่งการต่อสู้เหมือนการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ด้วย
นี่ย่อมเป็นผลจาก “พลังประชาธิปไตย” อันดำรงอยู่

