หลายฝ่ายติดตามบทสรุป กรณีรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พร้อมผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออก สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบข้าวสารคงเหลือในสต๊อกของรัฐบาล ตามบัญชีองค์การคลังสินค้า (อคส.)
ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 56/57 ที่จ.สุรินทร์ จำนวน 2 โกดัง รวม 145,590 กระสอบ น้ำหนัก 15,012 ตัน
โดยมีบริษัทโคเทคนา อินสเปคชั่น จำกัด ผู้ให้บริการตรวจสอบสินค้าส่งออกและนำเข้า หรือเซอร์เวเยอร์ ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ตรวจสอบกลาง ตรวจสอบทุกขั้นตอนตามมาตรฐานสากล
รวมข้าวทั้งสิ้น 9 กอง เป็นของโกดังกิตติชัย 7 กอง โกดังพูนผล 2 กอง จัดเก็บและรมยาตามระยะเวลาสัญญาจ้าง
ทุกขั้นตอนตรวจสอบมีผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออกและสื่อมวลชน ร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่เปิดประตูคลัง การหุง ทดลองกิน โดยบริษัทเซอร์เวเยอร์เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดตามมาตรฐาน
พบว่าเมล็ดข้าวยังสมบูรณ์ ไม่เสียหายจากแมลง มีฝุ่นและสีเหลืองตามเวลาเก็บรักษา หลังทดลองกินพบว่า ข้าวยังนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง มีลักษณะเช่นเดียวกับข้าวเก่า อย่างไรก็ตาม ข้าวสารที่เก็บในคลัง ก่อนนำไปบริโภคหรือส่งออกต้องนำไปปรับปรุงคุณภาพให้ได้มาตรฐาน มิใช่นำไปจำหน่ายได้ทันที
การปรับปรุงคุณภาพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวและเงื่อนไขข้อตกลงของผู้ซื้อ เช่น ขัดสีเมล็ด ขจัดสิ่งเจือปน และอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ผ่านมาตรฐานก่อนจำหน่าย เพราะไม่มีบริษัทใดยอมเสียชื่อ
ข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลล็อตสุดท้ายนี้ ต้องปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเช่นกัน
การระบายข้าวล็อตสุดท้ายนี้ รัฐจะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลซื้อ โดยราคาประมูลจะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพข้าว เพราะไม่มีโรงสี ผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการใดๆ ยอมเสนอราคาสูงกว่าคุณภาพข้าวที่ประมูลซื้อ
การเปิดประมูลจะทำให้รัฐบาลไม่ต้องมีภาระเก็บสต๊อก มีรายได้ส่งคืนรัฐ และเป็นค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการ
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานการค้าและสุขอนามัย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงไม่ควรจำกัดให้เป็นหน้าที่เฉพาะหน่วยงานภาครัฐ แต่ควรเปิดให้หน่วยงานภายนอกที่น่าเชื่อถือร่วมตรวจสอบ และเปิดเผยผลให้สังคมรับรู้
เพราะมีแต่ผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่จินตนาการเท่านั้น ที่ทำให้ตำนานจำนำข้าวปิดลงอย่างสมบูรณ์