นับตั้งแต่ขึ้นปีพ.ศ.2567 รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว 2 ครั้ง
ครั้งแรก 1 มกราคม ปรับขึ้นวันละ 2-16 บาท ตามภาวะเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่จังหวัด ภูเก็ตค่าจ้างสูงสุด ปรับจาก 354 บาท เป็น 370 บาท ต่ำสุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ปรับจาก 328 บาท เป็น 330 บาท
ครั้งที่สอง 13 เมษายน ปรับขึ้นเป็นวันละ 400 บาท เฉพาะธุรกิจโรงแรม 4 ดาวขึ้นไป ใน 10 จังหวัดพื้นที่ท่องเที่ยวบางอำเภอ ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ภูเก็ต ระยอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี
ล่าสุดหลังการประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลประกาศเดินหน้านโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท ทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้ เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 3 ของปีนี้
ในทางการเมือง รัฐมนตรีพรรครัฐบาลล้วนเป็นเอกภาพ ไม่ว่ารัฐมนตรีแรงงาน รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม รัฐมนตรีเกษตรฯ ในการสนับสนุนค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ
แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายนี้ก็ก่อให้เกิดเสียงคัดค้านระงมจากองค์กรเอกชน ทั้งหอการค้าจังหวัด 76 แห่ง สมาคมการค้า 95 แห่ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
รวมถึงสภาองค์การนายจ้าง 16 แห่ง ที่ยื่นหนังสือคัดค้านต่อรมว.แรงงาน และประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง หรือไตรภาคี ด้วยมองว่า การปรับค่าจ้างสูงเกินความเป็นจริง เป็นปัจจัยลบต่อภาวะเศรษฐกิจ และการลงทุน
โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่ยังประสบปัจจัยผันผวนหลายด้าน ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เช่น ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน มาตรการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
ที่ประชุมคณะกรรมการไตรภาคี ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะปรับมาใช้สูตรค่าจ้างลอยตัวหรือไม่
ตัวแทนฝ่ายนายจ้างไม่คัดค้านตัวเลข 400 บาท แต่เห็นว่าควรปรับขึ้นเป็นบางจังหวัด ไม่ควรปรับพร้อมกันทั่วประเทศ จังหวัดใดปรับขึ้นสูงหรือต่ำกว่าเป้าหมาย 400 บาท ให้เป็นหน้าที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด พิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดนั้น
แน่นอนว่าสิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นคือ ให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงาน แต่การปรับค่าจ้างต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย รัฐบาลจึงต้องใช้การอธิบาย โน้มน้าวด้วยเหตุผล ตลอดจนออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และการหาจุดสมดุลที่ลูกจ้างและนายจ้าง วิน-วินทั้งสองฝ่าย
นั่นเพราะค่าจ้าง 400 บาทเป็นก้าวสำคัญ ในการไปสู่เป้าหมาย 600 บาทในปี 2570