สำนักงานสถิติแห่งชาติ ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำสถิติจากการสำรวจความพึงพอใจต่อผลงานรัฐบาลทุก 6 เดือน ต่อเนื่องมาทุกรัฐบาลนับตั้งแต่ปี 2545 เพื่อติดตามประเมินผลนโยบายและแผนงานของรัฐ ตามหลักวิชาการ
ล่าสุดเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ในวาระบริหารงานครบ 6 เดือน
เป็นการสำรวจระดับความพึงพอใจในภาพรวมต่อการดำเนินงานของรัฐบาล จากกลุ่มตัวอย่างจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 6,970 ราย ระหว่างวันที่ 22 เมษายน-15 พฤษภาคม 2567 พบว่า
ประชาชนพึงพอใจระดับปานกลางร้อยละ 39.6 ในระดับน้อยถึงน้อยที่สุดร้อยละ 14.1 โดยมีความพึงพอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในระดับมากถึงมากที่สุดร้อยละ 44.3
เมื่อถามถึงนโยบาย มาตรการ โครงการที่ประชาชนพึงพอใจ ซึ่งตอบได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ
อันดับ 1 ที่ประชาชนพึงพอใจมากถึงมากที่สุดคือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ร้อยละ 68.4 รองลงมาคือ มาตรการพักหนี้เกษตรกร ร้อยละ 38.9 และมาตรการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ร้อยละ 33.1
ต่อหัวข้อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาของประเทศ ร้อยละ 41.9 มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากถึงมากที่สุด และในระดับปานกลางที่ ร้อยละ 39.6
สำหรับความต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วน เรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนเป็นอันดับแรก ได้แก่ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ร้อยละ 75.3 รองลงมาคือ มาตรการลดค่าไฟ ร้อยละ 46.6
ก่อนหน้านี้ สถาบันพระปกเกล้าได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,620 ตัวอย่างทั่วประเทศ เรื่อง ความนิยมในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี 1 ปีหลังเลือกตั้ง แม้ผลสำรวจจะออกมาไม่ดีนักสำหรับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรี
ถึงกระนั้น นายกฯ เศรษฐาก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับ ผลโพลเป็นการสะท้อนความคิดเห็นประชาชน ต้องให้ความเคารพกับข้อมูลที่ได้มา สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานรัฐสังกัดรัฐสภา จึงตัดเรื่องความลำเอียงออกไปได้
ดังนั้น โพลสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เช่นเดียวกัน นายกฯ และรัฐบาลต้องน้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ สิ่งใดดีต้องพัฒนาต่อยอด สิ่งใดยังไม่ดีต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข
โดยเฉพาะปัญหาที่ประชาชนอยากให้แก้ไขเร่งด่วนคือ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และมาตรการลดค่าไฟ