บรรยากาศทางการเมืองที่มากด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ มีความเคลื่อนไหวของหลายฝักฝ่ายสลับซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาล ดังคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ว่า “ยังยิ้มได้ แต่บางทีก็กัดฟันเหมือนกัน”

สอดคล้องกับที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรพูดในการออกงานล่าสุดว่า “ทุกวันนี้ปัญหาบ้านเมืองยากกว่าตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี”

แม้การทำงานฝ่ายบริหารร่วมกับพรรคการเมือง อื่นๆ ที่มีนายกฯ เศรษฐาเป็นผู้นำ อาจดูลงตัวและขับเคลื่อนไปได้ดีในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมานี้

แต่ประเด็นดราม่า อคติ และภาวะสุดโต่งทางความคิดทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ล้วนส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลที่ชูธงเรื่องเศรษฐกิจถูกบดบัง

เนื้อหาส่วนหนึ่งในคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ทั้งกรณีนายกฯ เศรษฐาถูก 40 สว. ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องพ้นจากการเป็นนายกฯ หรือไม่ และกรณีที่ตัวอดีตนายกฯ ถูกอัยการสูงสุดสั่งฟ้องในคดีมาตรา 112

เป็นสิ่งสะท้อนว่าการดำรงอยู่ของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทาย

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคก้าวไกล แกนนำฝ่ายค้านก็ต้องลุ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องถูกยุบพรรคหรือไม่

ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้บรรยากาศทางการเมืองไม่นิ่งสงบ

อย่างไรก็ตาม การรับมือของนายกฯ เศรษฐาในประเด็นดราม่าต่างๆ นับตั้งแต่เริ่มรัฐบาลจนถึงปัจจุบันถือว่าประคองตัวได้ดี โดยเฉพาะการไม่ตอบโต้ด้วยวาทกรรมเสียดสี เฮตสปีช หรือแสดงอารมณ์ขุ่นมัว

เพราะสิ่งนี้ช่วยลดทอนอุณหภูมิทางการเมือง และไม่สร้างเงื่อนไขทางการเมืองให้ระบอบประชาธิปไตยถูกโจมตีว่า เต็มไปด้วยคนที่มุ่งแต่สร้างความขัดแย้ง

การแสดงท่าทีพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากคนทุกฝ่าย โพลทุกสำนัก เป็นจุดสำคัญที่จะแสดงถึงความแตกต่างระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ

เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการดำรงอยู่ของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่นักการเมืองและผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ พึงตระหนัก และต้องร่วมกันกัดฟันรักษาไว้ให้ได้เช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน