กรณีเรือของกลาง 3 ลำ บรรทุกน้ำมันเถื่อนรวมกว่า 330,000 ลิตร หายไปจากสะพานท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา
กระทั่งเวลาล่วงเลยไป 4 วัน ภายใต้การประสานประเทศเพื่อนบ้านน่านน้ำติดต่อกันคือ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และไทย ตำรวจน้ำสงขลาสามารถตรวจพบและจับกุมเรือทั้ง 3 ลำไว้ได้ ขณะลอยลำอยู่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเขตเศรษฐกิจจำเพาะใกล้น่านน้ำของมาเลเซีย
ตรวจสอบพบน้ำมันบางส่วนหายไป ลูกเรือ 16 คนเหลือเพียง 8 คน นอกจากนี้ บริเวณตัวเรือมีความพยายามอำพรางเปลี่ยนแปลงสีของเรือ
ทุกอย่างบ่งชี้ว่ามีการทำเป็นขบวนการและอาจมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง
ทันทีหลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ลงนามคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) 4 นาย ระดับผู้กำกับ รองผู้กำกับ สารวัตร และ ผบ.หมู่ ย้ายขาดจากต้นสังกัด
มาช่วยราชการปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ ศปก.บช.ก.
สำหรับประวัติเรือล่องหนทั้ง 3 ลำ เป็นเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนของกลางชุดเดียวกับ 5 ลำ ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปจอดเก็บรักษาไว้ที่สะพานท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ
จากการเปิดเผยของลูกเรือ 2 ใน 5 ลำที่ยังจอดอยู่ ทราบข้อมูลว่า ก่อนวันเกิดเหตุลูกเรือทั้ง 3 ลำได้ออกไปซื้อเสบียงอาหารและน้ำดื่มมากักตุนไว้ ทั้งยังพาดพิงถึง “เสธ.” คนหนึ่ง
จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงเส้นทางหลบหนีของเรือทั้ง 3 ลำ เริ่มจากมุ่งหน้าไปทางน่านน้ำกัมพูชา ผ่านน่านน้ำเวียดนาม แล้วย้อนลงมาทางใต้ฝั่งอ่าวไทย
แม้ในที่สุดจะหนีไม่รอด แต่การกักตุนเสบียง การกำหนดเส้นทางหลบหนีทางทะเล การอำพรางเปลี่ยนแปลงสีของตัวเรือ ล้วนสะท้อนถึงการเตรียมวางแผนก่อเหตุโจรกรรมครั้งนี้อย่างเป็นระบบ
การสั่งย้ายและสอบวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดูแลรับผิดชอบเรือบรรทุกน้ำมันของกลาง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นขยายผลสาวไปถึงปลายทางขบวนการใหญ่ทั้งหมดว่ามีนายทุนคนใด หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดเกี่ยวข้องเบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้
ผลสอบสวนต้องนำไปสู่การดำเนินคดี และการลงโทษสถานหนัก เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานและองค์กรของรัฐอื่นๆ ต่อไป