รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน และวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลในกลุ่มอาชีพด้านต่างๆ
ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผ่านไปแล้ว 2 ขั้นตอน ได้แก่ การเลือกระดับอำเภอและระดับจังหวัด มีผู้ผ่านเข้าไปในรอบสุดท้ายจำนวน 3,000 คน เป็นชาย 2,164 คน และหญิง 836 คน
วันที่ 26 มิถุนายนนี้ เป็นการเลือกกันเองขั้นตอนสุดท้ายในระดับประเทศให้เหลือจำนวน 200 คน ขึ้นบัญชีสำรองอีก 100 คนจากทั้งหมด 20 กลุ่มอาชีพ
ขั้นตอนและวิธีการในชั้นนี้ รอบที่ 1 เลือกกันเองในกลุ่ม เลือกผู้สมัครในกลุ่มเดียวกัน เลือกกันเองในกลุ่มเดียวกันไม่เกิน 10 คน เลือกตนเองได้ แต่ลงคะแนนให้ผู้ใดเกิน 1 คะแนนไม่ได้ ผู้ได้คะแนนสูงสุด 40 ลำดับแรกได้ไปสู่รอบที่ 2
รอบที่ 2 เลือกแบบไขว้ เลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกัน แบ่งสายไม่เกิน 4 สาย โดยการจับสลาก ประกอบด้วยจำนวนกลุ่มเท่ากันเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นในสายเดียวกันกลุ่มละ 5 คน แต่จะเลือกกลุ่มเดียวกันหรือตนเองไม่ได้
ผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-10 ของแต่ละกลุ่มเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และผู้ได้รับคะแนนลำดับที่ 11-15 อยู่ในบัญชีสำรองของกลุ่มนั้น
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานจากผู้อำนวยการเลือกระดับประเทศแล้ว ให้รอไว้ไม่น้อยกว่า 5 วัน ถ้าเห็นว่าเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว ก็ให้ประกาศผลในราชกิจจานุเบกษา
คาดว่าภายในต้นเดือนกรกฎาคม รัฐสภาก็จะได้วุฒิสภาชุดใหม่ แม้เป็นการเลือกกันเองของผู้สมัคร แต่เมื่อดูจากรายชื่อผู้ที่เข้ารอบระดับประเทศแล้วน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับอำนาจหน้าที่ต่างๆ นั้น สมาชิกวุฒิสภาถือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และชุดนี้ไม่มีอำนาจลงมติเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว
วุฒิสภาชุดใหม่ เป็นความหวังว่าจะร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และกฎหมายอื่น ซึ่งมีตำหนิว่าเป็นมรดกของคณะรัฐประหารและไม่เป็นประชาธิปไตย
แม้ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งแต่แรก แต่มั่นใจว่าผู้รับสมัครและผ่านเลือกกันเองจะทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ มีจิตสำนึกรับใช้ประชาชนดีกว่าชุดที่จะพ้นวาระไป