ระหว่างไปตรวจราชการที่ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง หนึ่งในเรื่องที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งเร่งรัดคือโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน
โดยนายกฯ ระบุว่า โครงการนี้เป็นหัวใจของการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หากโครงการยังล่าช้า จะสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนได้อย่างไร
จากการรายงานของกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุถึงอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่ทำให้โครงการล่าช้าจากกำหนดเดิม ซึ่งนายกฯ รับปากจะเร่งหาทางออก
พร้อมกำชับทุกอย่างจะต้องจบภายในสิ้นปี 2567 และก่อสร้างได้ในต้นปี 2568
รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 ท่าอากาศยานหลัก ดอนเมือง กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ และอู่ตะเภา จ.ระยอง ระยะทาง 220 ก.ม. รวมมูลค่า 224,544 ล้านบาท
โครงการนี้มีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลในขณะนั้นระบุว่าเพื่อปลุกการลงทุนใน จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ใช้เวลาออกแบบและก่อสร้าง 5 ปี กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2570
คณะกรรมการนโยบายอีอีซีรายงานว่า ควรเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2564 แต่หลังจากปัญหาโควิด ทำให้บริษัทเอกชนที่ชนะการประมูลมีปัญหา ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น และไม่สามารถหาธนาคารให้กู้เงินได้
นำไปสู่การขอแก้ไขสัญญาโครงการ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ส่งผลให้โครงการล่าช้า
รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ตั้งแต่แนวคิดริเริ่ม เปิดให้เอกชนประมูลโครงการ และอนุมัติสัญญาเกิดขึ้นสมัยรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร 2557 ต่อเนื่องรัฐบาล 2562
ขณะนั้นบรรยากาศบ้านเมืองไม่เอื้อต่อประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม และสิทธิเสรีภาพทางการเมืองถูกปิดกั้น การตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลยุคนั้นเป็นไปยากลำบาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้
หลายโครงการไม่รอบคอบรัดกุม เพราะขาดการตรวจสอบ หรือทักท้วงอย่างรอบด้าน จึงกลายเป็นปัญหาสู่ยุคปัจจุบัน กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็เกิดคำถามในลักษณะนี้เช่นกัน
หวังว่าภายในปี 2567 รัฐบาลปัจจุบันจะเร่งแก้ปัญหาต่างๆ ให้จบ เพื่อเริ่มก่อสร้างได้ต้นปี 2568 เพราะยิ่งล่าช้านอกจากค่าใช้จ่ายโครงการสูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการสูญเสียโอกาสของประเทศ