เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์สั่งยุบพรรคก้าวไกล ตัดสิทธิ์ทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค 10 ปี
เป็นผลจากคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า พรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รวมทั้งเข้าลักษณะอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของผู้นำภาคธุรกิจเอกชนมองว่า แม้จะสะเทือนใจประชาชนผู้สนับสนุนพรรค แต่การยุบพรรคก้าวไกลไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจของไทยเท่าใดนัก
แม้พรรคโดนยุบ กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ แต่สส.ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ โดยต้องหาพรรคสังกัดใหม่ใน 60 วัน
การพร้อมใจกันย้ายไปอยู่ “บ้านหลังใหม่” จะทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของ สส.อดีตพรรคก้าวไกล ขับเคลื่อนต่อได้ ตามสโลแกน “ยักไหล่ แล้วไปต่อ”
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าจะมีบางคนแปลงร่างเป็น “งูเห่า” ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น จนทำให้พรรคใหม่ที่สืบสานอุดมการณ์ “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” สูญเสียสถานะพรรคที่มี สส.ในสภามากที่สุด หรือไม่
สำหรับสถานการณ์นอกสภา ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงจากการชุมนุมประท้วงใดๆ ขณะที่กระบวนการในรัฐสภายังเดินหน้า ตามปกติ
การไม่กังวลกับสิ่งที่เกิดกับพรรคก้าวไกล อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พรรคก้าวไกลไม่ได้ทำหน้าที่บริหารประเทศ การถูกยุบจึงไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ
คดีใหญ่การเมืองเดือนส.ค. ที่น่าจับตามากกว่าคือ คดีของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยวันที่ 14 ส.ค.
เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา นายกฯ เศรษฐา มุ่งดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า-การลงทุน เดินทางพบปะนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งทุกอย่างกำลังจะผลิดอกออกผลในไม่ช้า รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
วันที่ 14 ส.ค. ไม่ว่าผลเป็นอย่างไร ทุกคนต้องเคารพยอมรับ แต่ส่วนใหญ่ก็หวังว่า การเมืองจะเดินหน้าต่อไปเป็นปกติ ไม่ส่งผลต่อแผนฟื้นเศรษฐกิจประเทศ หรือทำให้การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนต้องหยุดชะงักลง