เป็นเรื่องน่ายินดีต่อกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเอกฉันท์ เห็นชอบผ่านร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ ในวาระ 3

ซึ่งมีสาระสำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะการกำหนดเกณฑ์ออกเสียงในการผ่านประชามติ จากเดิมกฎหมายกำหนดให้ใช้ “เสียงข้างมากสองชั้น” กล่าวคือ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง และเสียงเห็นชอบต้องเป็นกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์

ได้รับการแก้ไขกำหนดใหม่ให้ใช้ “เสียงข้างมากชั้นเดียว” คือ คะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง และต้องเป็นคะแนนที่มากกว่าคะแนน “งดออกเสียง”

เนื่องจากการออกมาทำประชามติถือเป็นหน้าที่ จึงต้องมีช่องให้งดออกเสียง เพื่อเป็นทางออกให้ผู้มาใช้สิทธิ์

ร่างกฎหมายยังกำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกันกับการเลือกตั้งสส. หรือการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน และประหยัดงบประมาณ

ปรับปรุงวิธีการออกเสียง กำหนดให้ทำได้โดยการใช้บัตรออกเสียง หรือการออกเสียงทางไปรษณีย์ หรือออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือออกเสียงทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือออกเสียงโดยวิธีอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต.กำหนด เพื่อความสะดวกของประชาชน

กรณีประชาชน 5 หมื่นชื่อจะยื่นเรื่องต่อครม.ให้พิจารณาทำประชามติ สามารถทำผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้

การที่สส.ทุกพรรคทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นชอบตรงกันในการแก้กฎกติกาดังกล่าว โดยไม่มีเสียงคัดค้าน หรืองดออกเสียง ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนักในสภา

ร่างกฎหมายประชามติที่เพิ่งผ่านสภาวาระ 3 นี้ มีที่มาที่ไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 60

ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 แม้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องให้ประชาชนลงประชามติก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างฉบับใหม่เสร็จ ก็ยังต้องให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง ว่าเห็นชอบกับร่างฉบับใหม่หรือไม่

กติกาเดิมต้องใช้เสียงข้างมากสองชั้นในการผ่านประชามติ ซึ่งอาจทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เจอทางตัน

ดังนั้น การที่สภาพร้อมใจผ่านร่างกติกาใหม่ กำหนดให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว จึงเป็นกุญแจปลดล็อกประตูบานแรกสู่เส้นทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่เริ่ม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน