หลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประกาศแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และดำเนินนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน
ระหว่างการจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังไม่แล้วเสร็จ นายกฯ แพทองธาร ประชุมทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย พร้อมเชิญหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ อาทิ สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ บีโอไอ เข้าร่วมหารือ
เตรียมความพร้อมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยคาดว่าราวต้นเดือนกันยายน หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือน รัฐบาลชุดใหม่ของนายกฯ แพทองธาร จะเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศได้
โดยมีปัญหาปากท้องประชาชน และปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เร่งด่วนรอการแก้ไข
สำหรับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่จะมีมากกว่า 3 แสนล้านบาทจาก 3 แหล่ง คือ จากพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 วงเงิน 122,000 ล้านบาท
จากร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2568 ซึ่งได้จัดทำงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจวงเงิน 152,000 ล้านบาท ที่เสนอโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว เพื่อรองรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แต่หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบาย สามารถนำงบส่วนนี้มาใช้จัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
งบประมาณกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน จากงบประมาณปี 2567 ซึ่งเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีในการอนุมัติโดยผ่านความเห็นชอบของครม. ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วกันวงเงินไว้ 40,000-50,000 ล้านบาท
สรุปคืองบกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมแล้ว รอรัฐบาลเข้ามาดำเนินการ
ระหว่างจัดตั้ง ครม.ยังไม่แล้วเสร็จ ประเทศได้เกิดปัญหาอุทกภัยแทรกซ้อน ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ
แม้จะมี ครม.รักษาการ มีรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารประเทศ ดูแลประชาชน แต่อำนาจสั่งการบางอย่างก็มีข้อจำกัด
ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ความเดือดร้อน สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่เฝ้ารอคือการมีรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศเต็มรูปแบบโดยเร็ว ความเข้มงวดตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เป็นเรื่องเข้าใจได้
แต่การมีบุคคลบางกลุ่มพยายามทำทุกวิถีทาง ขัดขวางไม่ให้นายกฯ และรัฐบาลใหม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่โดยสะดวก ทั้งที่ประเทศมีปัญหามากมายรอรัฐบาลเข้ามาแก้ไข เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่เข้าใจและยอมรับไม่ได้