จากสถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ น้ำเหนือไหลหลากลงมาส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่างภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย และ จ.พิจิตร เกิดเช่นนี้เป็นประจำทุกฤดูฝนและน้ำหลาก
รัฐบาลเปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาระยะยาว โดยเตรียมรื้อฟื้นแผนบริหารจัดการน้ำในวงเงินงบประมาณ 2 แสนล้านบาท ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องล้มเลิกไปเนื่องจากถูกรัฐประหาร
พร้อมทั้งระบุถึงโครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อกั้นเก็บกักน้ำบริเวณตอนบนของแม่น้ำยม อ.สอง จ.แพร่ เพื่อป้องกันน้ำท่วม และเพื่อชลประทาน
โดยระบุว่าจะยกเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้นให้เป็นประเด็นสาธารณะ เพื่อถกเถียงแลกเปลี่ยน เนื่องจากมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน
สำหรับโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น มีความคิดริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2523 รัฐบาลขณะนั้นมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยศึกษาความเหมาะสม ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าและชลประทาน
ต่อมาปี 2532 โอนงานให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานต่อ โดยจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และแก้ไขแผนใหม่
จากนั้นผ่านกระบวนการพิจารณาจากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปรับแต่งโครงการเน้นไปที่เรื่องการชลประทานเป็นหลัก
ทั้งแหล่งเก็บกักน้ำเพาะปลูก อุปโภคบริโภคในพื้นที่ จ.แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ และป้องกันน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ถูกคัดค้านจากประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ตอนบนแม่น้ำยม เนื่องจากต้องอพยพย้ายถิ่นฐานดั้งเดิมที่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน
รวมถึงการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากพื้นที่สร้างเขื่อนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ การมีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จะส่งผลต่อสัตว์ป่าและป่าไม้ โดยเฉพาะผืนป่าสักทองธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
ปัจจุบันโครงการชะลอไว้ก่อน ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการรื้อฟื้นจะต้องศึกษาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบถึงผลประโยชน์ ความคุ้มค่า และผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน
ที่สำคัญต้องเปิดให้สังคมแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสีย และภาคประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด