มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี จำนวน 35 คน ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไป
สำหรับลำดับและขั้นตอนต่อไป รัฐบาลระบุว่านายกรัฐมนตรีจะนำรัฐมนตรีใหม่ทั้งคณะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในวันที่ 6 ก.ย. 2567
ถัดมาวันที่ 7 ก.ย. นายกฯ จะเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา มีกำหนดในวันที่ 11 ก.ย.
จากนั้นวันจันทร์ที่ 16 ก.ย. นายกฯ จะเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบรัฐบาล
การที่ต้องมีนายกฯ และรัฐมนตรีคณะใหม่ เป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากกรณีแต่งตั้งรัฐมนตรี และยังส่งผลให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดไปด้วย
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องเลือกนายกฯ และรัฐมนตรีใหม่ โดยที่พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นแกนนำหลัก ในการรวบรวมเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นพรรคการเมือง ขั้วเดิม ตัดหนึ่งพรรคร่วมที่เป็นปัญหาออก และดึงหนึ่งพรรคจากฝ่ายค้านมาร่วม
ช่วงเกือบ 1 เดือน ได้นายกฯ ใหม่ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นบุคคลเดิม และเสริมด้วยบุคคลใหม่ ตามที่รับทราบกันโดยทั่วแล้ว
ดูเหมือนเร็ว แต่เกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ก็ทำให้การบริหารประเทศ การแก้ปัญหาต่างๆ พลอยหยุดชะงัก และเสียเวลา
หลังคดียุบพรรคก้าวไกล ตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค และต่อเนื่องถึงคดีถอดถอนอดีตนายกฯ เศรษฐา นั้น สังคมโดยรวม ต่างตระหนัก ถ้ากติกาและโครงสร้างทางการเมือง ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย และการบริหารประเทศ
โดยเฉพาะอุปสรรคสำคัญ คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ตลอดจนกฎหมายประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และพรรคการเมือง
เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายให้พรรคการเมือง ที่มีฐานจากการเลือกของประชาชนอ่อนแอลง และเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ ซึ่งที่มาไม่ยึดโยงประชาชนแต่กลับมีสิทธิ์แทรกแซง หรือหยุดยั้งการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร
หวังว่ารัฐบาลใหม่ สส. และ สว.จะช่วยกันเร่งผลักดันร่างใหม่ หรือแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดวงจรแบบนี้อีก