ประเทศไทยภายใต้ปัญหาความท้าทายนานัปการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่เติบโตน้อยกว่าศักยภาพความเป็นจริง
สิ่งหนึ่งในหลายสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มทางข้อกฎหมายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ได้ให้ความสำคัญมุ่งมั่นในการเผชิญต่อความท้าทายดังกล่าว
คือ การที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีนายกฯ นั่งเป็นประธานเอง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย
ควบคู่การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
โดยมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทเป็นรูปธรรมแรกยืนยันการขับเคลื่อนนี้
นายกรัฐมนตรียังแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี 5 คน มีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
วิเคราะห์ศึกษาโอกาสในการพัฒนาประเทศ ให้คำปรึกษาเสนอแนะแนวทางเกี่ยวข้องกับการ ดําเนินงานด้านโยบายของรัฐบาล รวมถึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทํางานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะที่ปรึกษาฯ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
นอกจากนายพันศักดิ์ ผู้มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเมืองและการต่างประเทศ ยังมี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ศ.ธงทอง จันทรางศุ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ร่วมทีม
ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความรอบรู้ด้านเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายเป็นอย่างดี
ดังนั้น ไม่ว่าคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ประกอบไปด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำองค์กร สถาบัน หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ
ไม่ว่าคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงความรู้ ประสบการณ์และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต การพัฒนาทุนมนุษย์ และด้านการต่างประเทศ
จะเป็นตัวชี้วัดว่าทีมที่ดี จะช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าสร้างผลงานตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้ครบถ้วนหรือไม่
เวลาที่เหลืออีก 3 ปีจะเป็นเครื่องพิสูจน์ โดยหลักสำคัญ ต้องให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้มีอำนาจตัดสิน ไม่ใช่การเมืองฝ่ายแค้น ตุลาการหรือกรรมการไม่กี่คนในองค์กรอิสระใดทั้งสิ้น