รัฐบาลไทยรักษาสมดุลได้ดีในการพบปะสองชาติมหาอำนาจ จีน-สหรัฐอเมริกา บนเวทีประชุมสุดยอดอาเซียนและประเทศเกี่ยวข้อง
นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบปะพูดคุยทวิภาคีทั้งกับนายกฯ หลี่ เฉียง ของจีน และกับ แอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ กระชับไมตรีสองประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อันดับหนึ่งและสองของไทยในปี 2566 ด้วย มูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ และ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ปีหน้า ไทย-จีนจะมีงานใหญ่ครบรอบสัมพันธ์ 50 ปี ย้ำความใกล้ชิดสองประเทศทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ น่าจะเป็นปีที่ไทยได้ต้อนรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
ส่วนสหรัฐ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ยาวนานกับไทยกว่า 190 ปี คาดได้ว่านายกฯ หญิงของไทยจะได้พบกับประธานาธิบดีคนใหม่ในปีหน้าเช่นกัน
ขณะนี้สหรัฐอยู่ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งชิงประธานาธิบดี ซึ่งจะมีขึ้นวันที่ 5 พ.ย. ตรงกับประเทศไทย 6 พ.ย.
ขณะนี้ยากจะประเมินได้ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ซึ่งหวนลงสนามแข่งขันอีกครั้งกับกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีหญิงคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต
ด้วยความแตกต่างชัดเจนระหว่างตัวบุคคล นโยบายพรรค และความขัดแย้งรุนแรงระหว่างผู้สนับสนุนของทั้งสองแคนดิเดต สะท้อนสังคมชาวอเมริกันที่เปลี่ยนไป
การที่ทรัมป์ปฏิเสธจะดีเบตกับคู่แข่งขัน ทำให้คนนอกไม่มีไฮไลต์ในการติดตามข่าวสารการหาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ ไม่แน่ชัดว่าผู้นำสหรัฐคนต่อไปจะมีนโยบายต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ อย่างไร
แม้ 4 ปีของรัฐบาลโจ ไบเดน ไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศจากยุคทรัมป์มากนัก สงครามการค้ากับจีนที่ยังไม่ยุติ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นจากศึกรัสเซีย-ยูเครน สงครามอิสราเอลที่ขยายวงออกไป คาบสมุทรเกาหลีและทะเลจีนใต้ยังไม่มีทางออก
ทุกสงครามความขัดแย้งที่สหรัฐมีบทบาทแม้ไม่ใช่ทางตรง ได้ส่งผลกระทบต่อโลก จึงน่าติดตามการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐครั้งนี้จะนำมาซึ่งจุดพลิกผันหรือไม่ และไทยต้องรับมืออย่างไร
เวทีเสวนา “US Election Watch 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว” ที่สื่อมติชนระดมผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศมาพูดคุยในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ที่อาคารเกษรทาวเวอร์ นอกจากรับทราบข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ยังจะระดมข้อเสนอแนะถึงแนวทางของไทยต่อเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ ซึ่งภาคธุรกิจการค้ารวมทั้งภาครัฐน่าจะนำไปใช้พิจารณาให้เป็นประโยชน์ต่อไปได้ดี