ประเด็นการพิจารณายื่นให้ยุบพรรคการเมืองปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หลังสองครั้งหลังสุดมีการยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล อันเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่
พร้อมกันนี้ ยังตัดสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปี ทำให้บุคคลรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งถูกกำหนดห้ามโดยกฎหมาย ไม่อาจยุ่งเกี่ยว ทำกิจกรรมหรือมีตำแหน่งทางการเมืองได้
ก่อนหน้านี้ มีการยุบพรรคการเมืองมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ไทยรักไทย ชาติไทย และพรรคอื่น ต่อมาก็ถึงคิวพรรคพลังประชาชน อันเป็นผลพวงของการรัฐประหารของกองทัพ
แต่พรรคการเมืองที่อยู่ในความรู้สึกของประชาชนนั้น เป็นที่แน่ชัดว่ากำจัดได้ก็แต่เพียงชื่อและห้ามกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น แต่เมื่อมีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ก็เติบใหญ่เป็นที่นิยมอีกในนามพรรคอื่น
ล่าสุด เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณาคำร้องจำนวน 6 คำร้อง ที่มีผู้ร้องขอให้พิจารณามีคำสั่งและยื่นยุบสลายอีกหลายพรรค
ประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา ประชาชาติ รวมถึงพรรคเล็กที่เป็น 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม
อ้างสาเหตุจากนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคใด กระทำการครอบงำ ชี้นำและทั้ง 6 พรรคการเมืองก็ยินยอมให้ครอบงำ ชี้นำ อันเป็นการยื่นร้องของบุคคลต่างกรรมต่างวาระรวม 6 คำร้อง
นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องมีมูล จึงให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการและมีความเห็นเสนอโดยให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันเป็นอย่างน้อย
กรณีนี้ มีปฏิกิริยาจากฝ่ายการเมืองอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่าเป็นคำร้องนิรนามนั้น จักสามารถนำมาเป็นเรื่องร้องเรียนที่ควรรับมาพิจารณาได้อย่างไร
นอกจากนี้ คำร้องอื่นในลักษณะดังกล่าวก็เป็นเสมือนการนึกตรึกคิดเอาเอง ตั้งข้อสงสัยแล้วนำไปเป็นเหตุยื่นร้อง ขณะเดียวกันผู้ร้องบางคนก็น่าสงสัยในเครื่องชี้เจตนา
จริงอยู่ พรรคการเมืองย่อมถูกร้องเรียนตรวจสอบได้ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่หลายเรื่องกลับไม่ได้กระทำไปในฐานะผู้เสียหายโดยแท้จริง
ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี มีพรรคการเมืองใหญ่ถูกยุบไปแล้วอย่างน้อย 4 พรรค ดังนั้น ต้องตั้งคำถามว่าเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะพรรคการเมืองควรอยู่หรือสิ้นไปน่าจะโดยความนิยมประชาชนมากกว่า