กระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ “ว.วชิรเมธี” พระนักเทศน์ชื่อดังที่เทศนาสนับสนุนให้ผู้ฟังธรรมจ่ายเงินซื้อคอร์สสมัครเป็นลูกข่าย “ดิ ไอคอน กรุ๊ป”

ก่อนเรื่องบานปลายตามมาด้วยเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาสากล “ไร่เชิญตะวัน” ที่ก่อตั้งโดยพระรูปดังกล่าว ในพื้นที่ ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย ว่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยปุยหรือไม่

ข้อมูลจากกรมป่าไม้ ระบุว่า มูลนิธิวิมุตตยาลัยได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อสร้างศูนย์วิปัสสนาดังกล่าว 113 ไร่ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอใช้อีก 30 ไร่ รวมเป็น 143 ไร่

แต่จากข่าวที่ออกมาว่ามีการใช้พื้นที่จริง 190 ไร่ เกินจากการขออนุญาต 47 ไร่ จึงเป็นหน้าที่กรมป่าไม้เข้าไปตรวจสอบ ว่าความจริงเป็นอย่างไรแน่

สำหรับการตั้งวัด จำเป็นต้องมีที่ดินเพื่อก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ แต่หากเป็นที่ดินในตัวเมืองอาจจะมีมูลค่าสูง

ผสมกับความคิดว่า วัดต้องอยู่ในทำเลที่มีทัศนียภาพสวยงาม สงบ ร่มรื่น เพื่อเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงเป็นเหตุหนึ่งทำให้วัดรุกล้ำเข้าไปตั้งในพื้นที่ป่าสงวนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

มีการเปรียบเทียบกรณีไร่เชิญตะวัน ว่าเป็นกรณีเดียวกับ “พระใหญ่” บนเขานาคเกิด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขานาคเกิด จ.ภูเก็ต ที่ตกเป็นข่าวต้นเหตุภัยพิบัติดินโคลนถล่มคร่าชีวิต 13 ศพ เมื่อไม่นานมานี้

ก็อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากกรมป่าไม้ และมีการก่อสร้างนอกเหนือพื้นที่ที่ขออนุญาตกรมป่าไม้

การตั้งวัดในพื้นที่ป่า หากตรวจสอบพบว่าใช้พื้นที่เกินอนุญาตจริงและที่เกินมาอยู่ในเขตป่าสงวน จะมีความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนตามพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ

มีโทษจําคุก 1-20 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท แต่ถ้ารุกล้ำเกินกว่า 25 ไร่ โทษจะสูงขึ้นเป็นจําคุก 4-20 ปี ปรับ 200,000-2,000,000 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้บางวัดจะขออนุญาตก่อสร้างถูกต้องก็จริง แต่สำหรับวัด หรือสถานวิปัสสนาที่ตั้งอยู่ในป่า ควรยึดถือความสมถะเป็นที่ตั้ง ไม่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายแบบทางโลก การมีเนื้อที่กว้างขวางนับร้อยไร่ สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

ต้องจับตากรณีสถานปฏิบัติธรรมที่เป็นข่าวดังขณะนี้ จะจบอย่างไร เป็นหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องตรวจสอบอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะวัด หรือรีสอร์ต ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน