สำนักข่าวและเว็บไซต์ยูเอสนิวส์ แอนด์ เวิลด์รีพอร์ต รายงานการจัดอันดับ “ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมที่สุดในโลก” ทั้งหมด 89 ประเทศ และในจำนวนนี้ ประเทศไทยติดอยู่ใน 10 อันดับแรก
โดยจัดเป็นลำดับที่ 8 อีกทั้งยังเป็นอันดับสูงที่สุดของกลุ่มประเทศเอเชีย เหนือกว่าญี่ปุ่นอันดับ 11 จีนอันดับ 13 และเวียดนามอันดับ 24 เป็นต้น
หลักเกณฑ์การประเมินจะคำนึงถึงวัฒนธรรม และประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ มากกว่าความสามารถทางเศรษฐกิจ หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเน้นคุณลักษณะของประเทศ 5 ประการที่เกี่ยวข้องกับมรดกของประเทศ ได้แก่
การเข้าถึงได้ทางวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีอาหารรสเลิศ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย และสถานที่ท่องเที่ยวทางภูมิศาสตร์มากมาย
ขณะเดียวกันนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2561-2566 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย แล้วจำนวน 4 รายการ
ในชนิดรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ได้แก่ โขน ปี 2561, นวดแผนไทย ปี 2562, โนรา นาฏศิลป์ภาคใต้ของไทย ปี 2564 และ สงกรานต์ไทย ปี 2566
นอกจากนี้ยังมีรายการที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียนแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของยูเนสโก คือ ต้มยำกุ้ง ที่จะพิจารณาในเดือนธ.ค.2567 ผ้าขาวม้า รอการพิจารณาในปี 2568 ยังมี มวยไทยและชุดไทย ที่รอการพิจารณาอย่างเป็นทางการในปี 2569
รวมถึงรายการที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้เพื่อเตรียมเสนอขึ้นทะเบียน อาทิ ผีตาโขน ข้าวแกง (สตรีตฟู้ด) ข้าวเหนียวมะม่วง หนังใหญ่ หมอลำ ลอยกระทง เป็นต้น
ทั้งนี้ ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะส่งเสริมการยกระดับภูมิปัญญาไทยไปสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ
สนับสนุนส่งเสริมการปรับใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งเป็นศักยภาพของคนไทยและทุนทางวัฒนธรรมของไทย ทั้งอาหารท้องถิ่นไทย ผ้าไทย มวยไทย ศิลปะการแสดงไทย ดนตรีไทย ผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย และสุราชุมชน
เพื่อยกระดับสินค้าโครงการโอท็อป ทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
จากรายงานจัดอันดับประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมที่สุดในโลก จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะนำมาใช้ประโยชน์ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ทุนมรดกวัฒนธรรมไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักมากยิ่งขึ้น