มีความพยายามจากกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอนุรักษ์สุดโต่ง และบางพรรคการเมือง จุดประเด็น ปลุกกระแสเคลื่อนไหวยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เมื่อปี 2544 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทะเล อ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชา
กลุ่มขับเคลื่อนเรื่องนี้อ้างว่าเอ็มโอยูดังกล่าวจะนำไปสู่การเสียดินแดน โดยเฉพาะเกาะกูด จ.ตราด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อาจจะตกเป็นของประเทศเพื่อนบ้าน
จึงเตรียมเข้าชื่อทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้หยุดการเจรจาผลประโยชน์ภายใต้ กรอบเอ็มโอยู ปี 2544 กับประเทศกัมพูชา และให้ ยกเลิกเอ็มโอยู
ทั้งยังอ้างด้วยว่าอาจซ้ำรอยเหมือนกรณีเขาพระวิหาร และไม่สนด้วยว่าการออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้จะถูกกล่าวหาว่าคลั่งชาติ
ต่อการปลุกกระแสดังกล่าวนั้น บุคคลระดับ แกนนำรัฐบาลตั้งข้อสังเกต เพราะเหตุใดถึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเกาะกูด
พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีเรื่องปัญหาเขตแดนตามที่อ้างถึง โดยเฉพาะเกาะกูดนั้น มีความชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมแล้วว่าเป็นของไทย และที่ผ่านมากัมพูชาก็ไม่เคยอ้างสิทธิ์ครอบครอง หรือต้องการ จะเอา
รัฐบาลชี้แจงว่าสิ่งสำคัญคือจะตกลงเจรจากันอย่างไร เพื่อนำผลประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลในพื้นที่ทับซ้อนมาใช้ร่วมกันกับประเทศ เพื่อนบ้าน
จึงเรียกร้องอย่าขยายเรื่องการสูญเสียดินแดน เพราะการปลุกความคลั่งชาติจะทำร้ายผลประโยชน์ที่ประเทศควรได้จะรับ
ตามปกติแล้วหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีดินแดนติดต่อเนื่องกัน ซึ่งการแบ่งเขตแดนย่อมมีบ้างที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนกัน แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีพูดคุยตกลง หรือพัฒนาร่วมกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน
สำหรับประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาแล้ว เมื่อปี 2551-2554 พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ร่วมกับ กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง ปลุกกระแสพื้นที่ทับซ้อน เขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา
จนกระทั่งนำไปสู่การยิงปะทะกัน สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย สุดท้ายก็เสียผลประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ต่อเนื่อง
ความรักหวงแหนประเทศชาติเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญของทุกคนอยู่แล้ว แต่อย่าปลุกกระแสอย่างสุดโต่ง จนประเทศสูญเสียผลประโยชน์ และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน