ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือพีเอ็ม 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกปี เริ่มกลับมาได้รับการพูดถึงอีกครั้งเมื่อประเทศไทยผ่านพ้นฤดูฝน เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวปลายปี
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุด โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากการมาของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนร้ายแรง กระทบต่อคุณภาพชีวิต ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังกระทบต่อการท่องเที่ยวเสียหายมหาศาล
ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีนักในขณะที่เศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างฟื้นตัว
อย่างที่รับรู้กันทั่วไปว่า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มาจากหลายแหล่งกำเนิด เช่น ควันท่อไอเสียรถยนต์ การเผาขยะ การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร ไฟป่าทั้งที่เกิดตามธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ การก่อสร้างขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน
การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการหน่วยงานเร่งเตรียมพร้อมรับมือ แสดงถึงความกระตือรือร้นต่อปัญหา เพราะหากล่าช้าไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพประชาชน
แต่ยังส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง โครงการภาครัฐที่หวังดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่นเทศกาล “ไทยแลนด์ วินเทอร์ เฟสติวัล 2024” ผ่านการจัดกิจกรรมและงานอีเวนต์ 7 หมวดหมู่
การเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวไทยช่วงฤดูหนาว อาจต้องเจออุปสรรค ไม่เป็นไปตามเป้า
ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หลายจังหวัดในไทยมีค่าพีเอ็ม 2.5 สูงเกินมาตรฐานอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่า จ.เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญด้านการท่องเที่ยว และมีประชากรหนาแน่น
เพื่อไม่ให้วิกฤตซ้ำรอย สิ่งที่สังคมต้องการนอกเหนือจากการรณรงค์สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือการขอความร่วมมือเวิร์ก ฟรอม โฮม คือการวางแผนรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ และแผนป้องกันผลกระทบระยะยาว
ค่าฝุ่นที่สูงเกินมาตรฐาน ทำให้คนลดการเดินทางท่องเที่ยว ลดการจับจ่ายซื้อสินค้า ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยลง
ช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวต่างประเทศกำลังจะเข้ามา แต่การมาของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อาจทำให้ประเทศไทยไม่ใช่ตัวเลือกของจุดหมายปลายทางที่ดีนัก คือโจทย์การบ้านของรัฐบาลที่ต้องเร่งลงมือแก้ไขโดยเร็ว