คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย หมดวาระไปตั้งแต่เดือนกันยายน และคณะกรรมการคัดเลือก ผู้ดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นัดประชุมเพื่อลงคะแนนคัดเลือกในวันที่ 4 พ.ย.2567 เวลา 14.00 น.
ขณะนี้มีผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 3 คน โดยกระทรวงการคลัง เสนอชื่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ส่วนอีก 2 ชื่อนั้นเสนอจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่ นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และนายสุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการอิสระ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ขณะเดียวกัน ก็มีความเคลื่อนไหวแถลงการณ์จากอดีตผู้การธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มที่อ้างเป็นนักวิชาการจำนวน 227 คน กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม เกรงว่านโยบายการเงินของประเทศจะถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติแล้ว หลายฝ่ายมองว่านายกิตติรัตน์มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากที่สุด รองลงมาได้แก่ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน แต้ถ้าเทียบกันระหว่างทั้งสองชื่อนี้ ชื่อแรกน่าจะเข้าใจเรื่องการเงินการคลังมากกว่า
องค์ประกอบของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ผู้ว่าการการธนาคาร แห่งประเทศไทย เป็นรองประธาน
รองผู้ว่าการสามคน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกห้าคน เป็นกรรมการ และผู้ว่าการเป็นผู้แต่งตั้งพนักงานคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการและการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551
ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพราะดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระ และเอกเทศเกินไปจนมองข้ามความเดือดร้อนของประชาชนระดับล่าง
หลายครั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กับผู้นำรัฐบาลมองปัญหาทางด้านเศรษฐกิจคนละมุม จนเกิดการถ่วงรั้งในการดำเนินนโยบาย ไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การลงคะแนนเลือกประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยในวันดังกล่าวจึงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาประเทศชาติบอบช้ำ เดินต่อไปก็ติดขัด เพราะนักการเงิน และนักเศรษฐศาสตร์ขาดความเข้าใจปัญหาของประชาชน
ฉะนั้นใน 3 รายชื่อที่เปิดเผยมานี้ ถ้าตัดเรื่องคนของพรรคการเมือง ความวิตกกังวลว่าจะ เข้ามาครอบงำออกไป โดยยึดเอาความรู้ความสามารถ รวมถึงประสบการณ์เป็นที่ตั้ง ก็จะพอมองว่าใครเหมาะสม