คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอหลักเกณฑ์เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่เกิดในราชอาณาจักร
ปัจจุบันมีชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น 825,635 คน ยังเหลือบุคคลที่รอการพิจารณาสถานะจำนวน 483,626 คน จึงขออนุมัติหลักเกณฑ์เพิ่ม แต่ยังยึดกรอบหลักการและกลุ่มเป้าหมายเดิม
เป็นการลดขั้นตอน เพื่อให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการดูแลให้สิทธิและสวัสดิการ ความเท่าเทียม รวมถึงการมาตรการอื่นๆ เพื่อมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นอกกฎหมาย
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ได้ชื่นชมแนวทางแก้ปัญหาและยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของรัฐบาลไทย ระบุถือเป็นก้าวสำคัญและประวัติศาสตร์การลดจำนวนผู้ไร้สัญชาติมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุขณะนี้มีผู้ที่อพยพมาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเวลานาน กลุ่มแรกตั้งแต่ปี 2527-2542 ประมาณ 120,000 คน และกลุ่มที่ 2 ปี 2548-2554 มีประมาณ 215,000 คน
กลุ่มที่ 3 กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรไทยของชนกลุ่มน้อย มีประมาณ 29,000 คน และกลุ่มที่ 4 กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน สำรวจไปแล้วประมาณ 113,000 คน
พบว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 483,000 คนที่เข้าตามหลักเกณฑ์ รัฐบาลจึงพิจารณาลดขั้นตอนต่างๆ ลง เพราะหากต้องพิจารณาทั้ง 483,000 คน ต้องใช้เวลายาวนานถึง 44 ปี
หลังจากนี้ จะเสนอให้ออกประกาศโดยกระทรวงมหาดไทยภายใน 30-60 วัน เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการลง จึงน่าสนับสนุน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทย เพียงไม่มีสถานะเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีบางฝ่ายมีปฏิกิริยาในทางไม่เห็นด้วย บ้างก็ห่วงว่าจะทำให้เกิดผลกระทบกับคนไทย ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิน รวมถึงอาจเป็นช่องทางทำให้กลุ่มนอกกฎหมายได้ประโยชน์ ซึ่งต้องเร่งทำความเข้าใจ
สภาความมั่นคงแห่งชาติชี้ว่ากรณีนี้จะเป็นผลดี คือเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้มีสถานะชัดเจน ทำให้มีความมั่นคงในชีวิต และได้สิทธิต่างๆ ตรงกันข้ามถ้าไม่ได้รับรองสถานะและสิทธิมนุษยชน ก็กระทบความมั่นคงที่ต้องการทำให้อยู่อย่างสันติสุขได้เช่นกัน
ทั้ง 483,000 คนนี้อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน รู้ถิ่นฐานที่อยู่ ที่ไปที่มา สามารถทำงานปกติและมีเอกสารสำคัญ จึงเห็นว่าควรดำเนินการให้ถูกต้อง เพื่อความสะดวก กระตุ้นเศรษฐกิจได้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์
ประจวบกับประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระปี 2568-2570 และเริ่มทำหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ดังนั้น การให้สัญชาติและสถานะแก่บุคคลเหล่านี้จึงสอดคล้องกับบทบาทได้อย่างดี