ม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น เช่นการเลือกตั้งนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี และสุรินทร์ ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นอกจากตัวผู้สมัครที่ลงแข่งขัน บุคคลที่เป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หัวคะแนน” ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการออกพบปะประชาชน เพื่อรณรงค์โน้มน้าวให้ออกไปลงคะแนนเลือกผู้สมัครนั้นๆ

คุณสมบัติผู้ช่วยหาเสียง จึงต้องเป็นบุคคลที่มีความกว้างขวาง เป็นที่รู้จักของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายคะแนนเสียงอย่างดี

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่น หรือหากเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับชาติ ก็ไม่ผิดกฎกติกาแต่อย่างใด

ะเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียง และลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง เลือกตั้ง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ประสงค์จะมีผู้ช่วยหาเสียง ให้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่ ค่าตอบแทน ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือ ผอ.กต.จว.ทราบ ก่อนดำเนินการหาเสียง

ผู้สมัครต้องจ่ายค่าตอบแทนตามอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำให้ผู้ช่วยหาเสียง ไม่แจ้งไม่ได้ หากมีการเปลี่ยนตัวผู้ช่วยหาเสียง ให้ผู้สมัครแจ้งเปลี่ยน ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ช่วยหาเสียง

กรณีมีบุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัครเข้าช่วยหาเสียง ผู้สมัครต้องแจ้งผอ.กต.จว.โดยเร็ว

บตาไปยังการเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี ที่จะมี ขึ้นเร็วๆ นี้ ภาพการแข่งขันเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างผู้สมัครตัวแทนสองพรรคใหญ่ที่อยู่กันคนละฟากฝั่งการเมืองระดับชาติ

แต่ที่เป็นสีสันเติมความคึกคักคือ การมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับ เลือกตั้ง ร่วมกับทีมงานพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคประชาชน ปรากฏชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมกับทีมงานพรรคประชาชน

นั่นทำให้บรรยากาศเข้มข้นตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อได้ว่าจากนี้จะได้เห็นบทบาทของบรรดา ผู้ช่วยหาเสียงเหล่านี้ คู่ขนานไปกับการเลือกตั้งท้องถิ่นยาวไปจนถึงเดือนก.พ.ปีหน้า

ดังนั้น กกต.ควรชี้แจงบทบาทหน้าที่ ผู้ช่วยหาเสียงให้ชัดเจน เพื่อป้องกันประชาชนเกิดความสับสน หรือถูก “นักร้อง” บิดเบือนนำไปใช้โจมตีทางการเมืองเหมือนหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน