มีมุมมองหลายมุม กรณีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือประธานบอร์ด ธปท.คนใหม่

โดยบางมุมมองว่า นายกิตติรัตน์ คือตัวแทนฝ่ายการเมืองส่งเข้าไปเพื่อหวังแทรกแซงการทำหน้าที่ของผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านการฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ขณะที่มุมมองนักกฎหมายที่เป็นกลาง ชี้แนะว่า การที่ประธานบอร์ด ธปท.จะเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของผู้ว่าการ ธปท.หรือไม่นั้น อย่ามองแล้วตัดสินแค่ว่ามาจากฝ่ายการเมืองหรือไม่

แต่ต้องดูจากพฤติการณ์ การกระทำและกฎหมายที่บัญญัติว่าประธานบอร์ด ธปท.มีอำนาจหน้าที่อย่างไร

ตามพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้คณะกรรมการ ธปท. มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งการบริหารงานของ ธปท.

ส่วนการกำหนดและติดตามการดำเนินการตามนโยบายการเงินของประเทศ กฎหมายให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ซึ่งมีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธานกรรมการ

อำนาจหน้าที่คณะกรรมการ ธปท. เป็นการบริหารงานทั่วไป โดยให้ยกเว้นกิจการและการดำเนินการที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) และคณะกรรมการระบบการชําระเงิน (กรช.)

ดังนั้น ปัญหาว่าการเมืองจะแทรกแซงเรื่องลด-ไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ที่เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลกับผู้ว่าการ ธปท.นั้น จึงทำไม่ได้เพราะกฎหมายแยกอำนาจไว้ชัดเจน

ส่วนประเด็นคุณสมบัติว่าที่ประธานกรรมการ ธปท.คนใหม่ ต้องให้ความเชื่อมั่นประธานและกรรมการคัดเลือกทั้ง 7 คน ที่ย่อมตรวจสอบโดยละเอียดรอบคอบ ทั้งความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ทำงาน โดยไม่ยึดเอาความเป็นตัวแทนฝ่ายการเมืองเป็นคุณสมบัติหลัก

นายกิตติรัตน์ได้รับเสนอชื่อโดยกระทรวงการคลัง เป็น 1 ในแคนดิเดตร่วมกับอีก 2 ชื่อที่เสนอจาก ธปท. ได้แก่ นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และนายสุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลังจากนี้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือกจะนำเสนอชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ ธปท.คนใหม่ ต่อรมว.คลัง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง

เวลาและการทำงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์เสียงวิพากษ์วิจารณ์ การเมืองแทรกแซง ธปท.จริงหรือไม่ ขณะที่ประธานบอร์ดคนใหม่เอง ควรทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ใช้ประสบการณ์ที่มี ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน