การลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี ให้กับผู้สมัครเบอร์ 2 จากพรรคเพื่อไทย
เพื่อต่อสู้กับผู้สมัครเบอร์ 1 จากพรรคประชาชนหรือพรรคก้าวไกลเดิม ที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียง ร่วมกับทีมแกนนำพรรคประชาชนและอดีตพรรคก้าวไกล
บรรยากาศดุเดือดร้อนแรงบนเวทีปราศรัยของผู้ช่วยหาเสียงทั้งสองพรรคใหญ่ เป็นตัวจุดกระแสให้ประชาชนทั่วประเทศเกิดความตื่นตัว หันมาสนใจสนามเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น
ที่เป็นฐานคะแนนเสียงและฐานพลังมวลชนสำคัญให้กับสนามการเมืองระดับชาติ เป็นตัวชี้ขาดว่าพรรคใดจะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ไม่เพียงเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง ฐานเสียงสำคัญพรรคเพื่อไทย ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี หนนี้ยังเป็นเวทีของทักษิณ ครั้งแรกรอบ 18 ปี ในการขึ้นปราศรัยหาเสียงทางการเมือง
ทักษิณได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญๆ ที่ตนเองรู้มาว่ารัฐบาลกำลังลงมือทำ อาทิ การปรับโครงสร้าง หนี้ครัวเรือน โครงการเติมเงิน 10,000 บาท เฟส 2 ให้กลุ่มผู้สูงอายุที่ขาดสภาพคล่อง การปรับขึ้นค่าแรง 400 บาทภายในสิ้นปี
โครงการบ้านคนจน ไม่ต้องดาวน์ ผ่อนจ่ายเดือนละ 4,000 บาท การปรับปรุงฟื้นฟูโอท็อป แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก้ปัญหายาเสพติด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทักษิณปราศรัย ถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ที่หวังผลทางการเมืองในระดับใหญ่ มากกว่าชัยชนะในศึกเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี เท่านั้น
ผู้นำจิตวิญญาณเพื่อไทย ยังได้ยึดเวทีหาเสียงนายก อบจ. พ่วงไปกับการหาเสียงเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้เป็นบุตรสาว
พร้อมประเมินผลสอบล่วงหน้า ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งถัดไป พรรคเพื่อไทยจะกวาด สส.ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ที่นั่งในสภาแน่นอน
อันนำมาสู่การวิเคราะห์ก่อนเกมว่า ศึกนายก อบจ.อุดรธานี ที่จะรู้ผลหลัง 24 พ.ย.นี้ กระแสผู้ช่วยหาเสียง ทำให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเป็นต่อผู้สมัครจากพรรคประชาชนพอสมควร แต่กับศึกเลือกตั้งสส.ครั้งหน้า เพื่อไทยจะได้เกิน 200 เสียงหรือไม่
ถึงที่สุดแล้ว ความสำเร็จด้านนโยบายเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน ของรัฐบาลในเวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีเศษ จะเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาด เหนือกระแสตัวบุคคล หรือผู้ช่วยหาเสียงคนใดทั้งสิ้น