นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประชุมกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อมอบนโยบายที่สำคัญกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรให้ยั่งยืน ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะด้านมลพิษทางอากาศนั้น ให้ทำงานเชิงรุก สร้างความเข้าใจกับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5
ตลอดจนเตรียมความพร้อมบังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
กล่าวเฉพาะปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และควันพิษ ก่อนหน้านี้รัฐบาลประชุมกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันปัญหานี้ต่อเนื่องถึงปี 2568
โดยให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์ฝุ่นพิษ หมอกควันจากพื้นที่การเกษตร อุตสาหกรรม และป่าไม้ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำหนดเป้าหมายลดจุดความร้อนให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2566-67
อาทิ เพิ่มการเฝ้าระวังพื้นที่ 14 กลุ่มป่าที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ด้วยการจัดตั้งจุดเฝ้าระวัง และจ้างประชาชนในพื้นที่ โดยมีค่าตอบแทนให้
ส่วนพื้นที่การเกษตรนั้น ก็จะมีมาตรการจูงใจไม่ให้เผา ขณะที่ กทม.มีแผนขึ้นทะเบียนรถบรรทุก เพื่อห้ามเข้าพื้นที่ชั้นในช่วงปัญหาฝุ่นรุนแรง
มลพิษทางอากาศจากควันไฟ และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 กลายเป็นปัญหาหนักระดับประเทศและภูมิภาค ซึ่งเกิดเป็นประจำช่วงปลายปีต่อเนื่องต้นปี หรือช่วงฤดูหนาว ฤดูแล้ง
เมื่อปี 2566-67 ประสบปัญหาอย่างหนักหน่วงแทบทุกภาคยกเว้นภาคใต้ ขณะที่การแก้ปัญหาไม่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากการเปลี่ยนรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงส่งผลต่อการบริหารแก้ปัญหา
สำหรับปี 2567-68 รัฐบาลมีเวลาเตรียมการมากขึ้น จึงจัดประชุมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสั่งการกวดขันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางมาตรการต่างๆ นับว่าเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการรับมือสถานการณ์
นอกจากนี้ ก็ยังหวังว่าการเจรจาขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านจะได้ผล หรืออาจจะมีวิทยาการ และวิธีการใหม่ๆ ออกมาเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นพิษได้มากขึ้น