นายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยอนุมัติเพิ่มกรอบเงินทดรองจ่ายของจังหวัด จาก 20 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท ให้แก่ 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยหนัก ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพิ่มเติม กรณีที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และทรัพย์สินเสียหาย
รวมถึงกรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 9,000 บาททุกครัวเรือน จากเดิมในพื้นที่ 57 จังหวัด จะเพิ่มอีก 16 จังหวัด รวมวงเงิน 5,000 ล้านบาท
นายกฯ ยืนยันการจ่ายเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน จะใช้กับพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ภาคใต้ด้วยเช่นกัน
กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2567 เกิดสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ 10 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 6 แสนครัวเรือน ผู้เสียชีวิตเกินกว่า 20 ราย ปัจจุบันยังมีสถานการณ์ใน 6 จังหวัด
สำหรับการแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูนั้น รัฐบาลระบุว่าจะดำเนินการในรูปแบบเดียวกับที่น้ำท่วม จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย หรือที่เรียกว่า “แม่สายโมเดล”
ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งขณะนี้อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เข้าสู่ระยะที่ 2 คือการฟื้นฟูสถานการณ์ โดยจะใช้โมเดลที่ไม่น้อยกว่าภาคเหนือ
คือสิ่งที่รัฐบาลยืนยันถึงแผนช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้
การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มกรอบเงินทดรองจ่ายให้แก่จังหวัดที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตลอดจนการอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ย่อมส่งผลดีต่อการบรรเทาปัญหา
รวมถึงที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลส่งบุคคลระดับรัฐมนตรีเข้าไปอำนวยการ และสั่งการอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งยังจัดแบ่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสลับกันเข้าช่วยเหลือ
ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติที่ภาคไหน จังหวัดไหน หรือสถานที่ใดในประเทศไทยก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเข้าไปดูแลแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว บรรเทาความเดือดร้อนให้น้อยที่สุด เร่งฟื้นฟูพื้นที่ และเยียวยาประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
กรณีอุทกภัยภาคใต้ปีนี้ก็เช่นกัน ที่รัฐบาลต้องเร่งพิสูจน์ว่าจะต้องช่วยเหลือ และเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันเหมือนประชาชนภาคอื่น