กรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวคิดจะปรับขึ้นภาษีบริโภค หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากระดับ 7% โดยมีการกล่าวถึงอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ 10% ขณะที่เฉลี่ยทั่วโลกจัดเก็บในอัตรา 15%
แม้ต่อมานายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาชี้แจงยืนยัน ไม่มีการปรับแวตเป็น 15% แต่ก็ยอมรับว่ากระทรวงการคลังกำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ถึงกระนั้นก็ได้นำมาสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อประชาชนทั้งประเทศ
ในความเป็นจริงอัตราภาษีแวตของไทยควรอยู่ที่ 10% แต่เมื่อปี 2540 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีแวต ซึ่งจะพิจารณาต่อในทุก 2 ปี เหลือที่ 7% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง
ส่งผลให้อัตราภาษีแวตของไทยถูกตรึงอยู่ที่ 7% มานาน 27 ปี โดยไม่มีรัฐบาลชุดใดกล้าปรับขึ้น เพราะกลัวส่งผลต่อความนิยม
โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีมติคงอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ต่อไปอีก 1 ปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ
นั่นทำให้การปรับขึ้นภาษีแวตเป็น 10% หรือ 15% ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของกระทรวงการคลังเท่านั้น
ภายใต้เสียงคัดค้านที่ตามมาอย่างกว้างขวาง ได้มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเสนอให้รัฐบาลปรับลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคเอกชน จูงใจให้เกิดการลงทุน
พร้อมปรับขึ้นภาษีแวต เพื่อทดแทนรายได้ภาษีที่หายไป
หรืออีกทางหนึ่งคือ การที่รัฐบาลสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี และเศรษฐกิจใต้ดิน เข้าสู่ระบบภาษี ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ หรือจีดีพี ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้แถลงไว้เองต่อรัฐสภา
ส่วนในอนาคตจะปรับขึ้นแวตหรือไม่ เป็นเรื่องระยะยาวที่รัฐบาลต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบรอบด้าน และหากจะปรับขึ้นจริงๆ ก็ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป