ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในเวทีเสวนา โดยสศช.คาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 จะขยายตัว 4 เปอร์เซ็นต์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การท่องเที่ยว และการส่งออก

ส่วนปี 2568 จะมี 4 ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือการส่งออกไปสหรัฐ แต่จะมีความเสี่ยง ต่อมาคือการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวเท่ากับปริมาณก่อนวิกฤตโควิด

อีกประการจากแรงกระตุ้นจากภาครัฐ ด้วยจากการแจกเงิน 1 หมื่นก้อนสุดท้าย และนโยบายการเงินที่คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง

เป็นคาดการณ์ของสศช. และแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2568

กล่าวสำหรับโครงการเติมเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่ปรับเปลี่ยนแจกเป็นเงินสดให้ก่อนสำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ ซึ่งถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางนั้น ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2

รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องระบุว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อเห็นชอบสำหรับกลุ่มผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปี ประมาณ 4 ล้านคน ใช้วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท และยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม คือภายในวันที่ 29 ม.ค.2568

ส่วนระยะที่ 3 เป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของโครงการที่จะได้รับเป็นเงินดิจิทัล ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ คาดเดือนม.ค.-ก.พ.2568 ทดสอบระบบ และเดือนมี.ค.2568 จ่ายเงินเข้าระบบ

รัฐบาลยืนยันเงินหมื่นระยะที่ 1 ได้รับผลตอบรับดี และคาดการณ์ระยะที่ 2 มีแนวโน้มต่อเศรษฐกิจที่ดี

การขยับตัวทางเศรษฐกิจจากโครงการเงินหมื่น สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

จากเดิมชะลอลดต่ำต่อเนื่อง 3 เดือน กลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากงินหมื่นระยะแรกเมื่อเดือนก.ย.2567 ส่งผลดีต่อธุรกิจค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

ขณะเดียวกันกระแสตอบรับจากประชาชนก็เป็นไปในทางที่ดี สะท้อนจากผลสำรวจของโพลชั้นนำ กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 70 ระบุเป็นนโยบายที่เห็นผลชัดเจนที่สุด กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยว

นับว่าโครงการเงินหมื่นมีกระแสตอบรับที่ดี เห็นผลชัดเจนจากที่หลายฝ่ายยืนยัน แต่ก็ยังมีสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขควบคู่ คือปัญหาค่าครองชีพ การสร้างงาน และเพิ่มรายได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน