สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครเข้ารับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) และนายกอบจ. โดยในวันที่ 27 ธ.ค.2567 เป็นวันสุดท้าย

แต่บรรดาผู้สมัครส่วนใหญ่แสดงตนยื่นหลักฐานเข้ารับสมัครกันตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.2567 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดรับสมัคร บรรยากาศโดยรวมมีความคึกคักในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

การเลือกตั้งส.อบจ. และนายกอบจ. ไม่บังคับต้องสังกัดพรรคการเมือง บรรดาผู้สมัครจึงมีทั้งในนามอิสระ กลุ่มคณะบุคคล และพรรคการเมืองต้นสังกัด

ขณะนี้เข้าสู่บรรยากาศการหาเสียง เพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

การเลือกตั้งส.อบจ. และนายกอบจ. เนื่องจากสมาชิกเดิมที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2563 ครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ไปเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2567

อบจ.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ มีจังหวัดละ 1 แห่ง มีเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมทั้งจังหวัด โครงสร้างอำนาจประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือนายกอบจ.เป็นฝ่ายบริหาร และสภาอบจ.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นครั้งนี้ ในกรณีส.อบจ.นั้น จะเลือกตั้งครบทั้ง 76 จังหวัด ส่วนนายกอบจ.จะเลือกตั้งเฉพาะ 47 จังหวัด เนื่องจาก 29 จังหวัดเลือกตั้งไปแล้ว เพราะนายกอบจ.คนก่อนลาออกก่อนครบวาระ

กกต.กำหนดวันเลือกตั้งในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ.2568

จากการเลือกตั้งนายกอบจ.ที่ผ่านพ้นไปแล้ว 29 จังหวัด บรรยากาศการหาเสียง การเปิดเวทีปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์ และนโยบายต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาท้องถิ่น เป็นไปอย่างเข้มข้น

แม้เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่พรรคการเมืองใหญ่ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ต่างให้ความสนใจ ทั้งส่งผู้สมัครในนามพรรค ส่งบุคคลสำคัญของพรรคไปช่วยหาเสียงในพื้นที่ และสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

คาดว่าจะเกิดการแข่งขันกันอย่างสูงและเข้มข้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กกต.ผู้จัดการเลือกตั้ง ต้องทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม ตรวจสอบได้ เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีกลไก และเครือข่ายเข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุมใกล้ชิดที่สุด ต้องวางตัวอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน