เป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องถึงระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้คือการกำหนดสถานที่คุมขังอื่นที่มิใช่เรือนจำ หรือจำคุกนอกเรือนจำ ตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์
ล่าสุดกรมราชทัณฑ์เตรียมร่างประกาศกรมราชทัณฑ์ กําหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการคุมขังผู้ต้องขังในสถานที่คุมขัง ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดําเนินการสําหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง
โดยประกาศนี้เสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2567 และเนื่องจากเป็นประกาศและระเบียบที่ขึ้นอยู่กับหน่วยงานระดับกรม จึงไม่จำเป็นต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ระเบียบขังนอกคุกนี้คาดว่าจะบังคับใช้เป็นทางการได้ภายในต้นปีนี้
สำหรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขผู้ต้องขังที่ได้รับอานิสงส์จากระเบียบฉบับนี้ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด ต้องโทษจำคุกครั้งแรก โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หากมีการพระราชทานอภัยลดโทษ ให้ถือเอากำหนดโทษหลังสุด หากต้องโทษจำคุกหลายคดี ให้นับรวมโทษจำคุกทุกคดี
อีกทั้งต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงจากกรมราชทัณฑ์ว่า มีความเสี่ยงน้อยที่จะหลบหนี หรือกลับไปกระทำความผิดซ้ำ
โดยกระบวนการเข้าสู่เงื่อนไข ต้องผ่านคณะทำงานพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง มีรองอธิบดีเป็นประธาน ก่อนเสนต่อผู้บัญชาการเรือนจำเห็นชอบ แล้วจึงเสนอไปถึงอธิบดีเป็นผู้เคาะคนสุดท้าย
สถานที่คุมขังตามระเบียบ จะมี 3 แห่งหลักๆ ได้แก่ บ้าน พื้นที่เอกชนที่ราชการเช่าใช้ สถานที่ราชการอื่น สถานศึกษา สถานที่ทางศาสนา มูลนิธิ และโรงพยาบาล เป็นต้น
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การออกระเบียบนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ต่ออดีตนักการเมืองและอดีตนักธุรกิจบางราย รวมถึงจะเป็นการปูทางให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางกลับไทยหรือไม่
ซึ่งรมว.ยุติธรรม ยืนยันว่า กรณีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าหลักเกณฑ์เนื่องจากต้องโทษจำคุก 5 ปี ส่วนจะได้รับพระราชทานอภัยลดโทษจนเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ แม้แต่ รมว.ยุติธรรม ก็ไม่อาจเอื้อมไปถึงเรื่องนั้น
ทั้งนี้จุดประสงค์หลักของระเบียบขังนอกคุก ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครโดยเฉพาะ แต่เพื่อลดความแออัดในเรือนจำ อำนวยยุติธรรมให้ผู้ต้องขัง ส่วนจะมีกระบวนการอื่นใดนำเข้าสู่เงื่อนไขขังนอกคุกนั้น
กรมราชทัณฑ์จะต้องเป็นผู้พิจารณาอย่างเข้มงวดโดยยึดความถูกต้องชอบธรรม และกรอบกฎหมายเป็นหลัก