ต่อกรณีแนวคิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในการลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาทต่อหน่วย ภายในปี 2568 ขณะที่นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ระบุค่าไฟ 3.70 บาทต่อหน่วย เป็นตัวเลขเป้าหมาย

รัฐบาลอยากทำให้ได้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน ทั้งเป็นการลดต้นทุนทางธุรกิจภาคการผลิตให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

ค่าไฟปัจจุบันงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2568 อยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย หากต้องการให้ลดลงเหลือระดับ 3.70 บาทต่อหน่วย ส่วนต่างจึงอยู่ที่ 45 สตางค์ต่อหน่วย

แม้จะเป็นส่วนต่างที่ค่อนข้างมาก แต่หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล รวมถึงเอกชนภาคอุตสาหกรรม เชื่อว่าหากมีการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟที่ดี เป้าหมาย 3.70 บาท มีความเป็นไปได้ ไม่ไกลเกินจริง

ายใต้เป้าหมายที่ตั้งไว้ นายกฯ แพทองธาร ระบุตัวเลข 3.70 บาทต่อหน่วย จะต้องมีการตกลงพูดคุยกับหลายฝ่าย ต้องดูและตัดในส่วนไม่จำเป็นออก เรื่องค่าไฟที่ซ้ำซ้อน ต้องคุยกันทุกภาคส่วนในการลด ค่าไฟให้ได้

พร้อมย้ำว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วงเรื่อง ค่าไฟจะเป็นเรื่องแรกๆ ของรัฐบาล ในการจัดลำดับความสำคัญของปีนี้ในการพูดคุย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นทุนค่าไฟ เชื่อว่าจากตัวเลขปัจจุบัน 4.15 บาทต่อหน่วย การลดลงให้เหลือ 3.70 บาท ไม่อาจสามารถทำได้ทันทีในการปรับลดครั้งเดียว ด้วยปัจจัยในการคำนวณต้นทุนค่าไฟปัจจุบัน ยังไม่สามารถลดได้ถึงขั้นนั้น

การทำให้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล อาจต้องใช้วิธีค่อยๆ ปรับลดต่อเนื่องทีละงวด

ล่สุดแนวทางลดค่าไฟตามการส่งสัญญาณของรัฐบาล ได้รับการตอบสนองจากที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ที่มีมติเสนอรัฐบาล

ทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขสนับสนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และอัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ (Feed in Tariff : FiT) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดเล็กมาก

เพื่อให้การอุดหนุน Adder และ FiT สะท้อนต้นทุนแท้จริง ไม่ให้ได้กำไรเกินควร จนสร้างภาระให้ประชาชน

ถ้ารัฐบาลเห็นด้วยจะทำให้ค่าไฟปรับลดได้ทันทีหน่วยละ 17 สตางค์ จาก 4.15 เหลือ 3.98 บาท คาดว่าจะบังคับใช้กับค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการปรับลดค่าไฟ แต่การจะลงไปถึง 3.70 บาท ยังเป็นโจทย์ท้าทายฝีมือรัฐบาล ที่พูดแล้วก็ต้องพยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน