กระทรวงสาธารณสุขเผยถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศของไทย พบ 38 ล้านคนอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าพีเอ็ม 2.5 เกินค่ามาตรฐาน

ในจำนวนนี้ 15 ล้านคนเป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก ซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพ พีเอ็ม 2.5 ทำให้ค่าอายุเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี

พีเอ็ม 2.5 หรือที่เรียกกันว่าฝุ่นพิษ เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในไทยทุกช่วงปลายปีต่อเนื่องต้นปี ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนพีเอ็ม 2.5 ยังเป็นปัญหาแก้ไม่ตก ขณะเดียวกันพีเอ็ม 2.5 ถือเป็นปัญหาในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศจีน

ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหามลพิษทางอากาศติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่ปัจจุบันจีนสามารถเอาชนะสงครามฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้แล้ว

จีนเอาชนะปัญหาได้อย่างไร ประเทศไทยควรต้องศึกษา แม้แหล่งต้นตอปัญหาจะแตกต่าง แต่มาตรการบริหารจัดการบางอย่างสามารถนำมาปรับใช้ได้

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย สรุปปัจจัยสำคัญทำให้จีน มีชัยชนะเหนือพีเอ็ม 2.5 คือ การยกระดับจัดการปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ มีเป้าหมายแผนปฏิบัติการชัดเจน ทั้งในแง่พื้นที่ ค่าตัวเลขคุณภาพอากาศ และกำหนดเวลา

สร้างระบบติดตามคุณภาพอากาศ ระบบรายงานข้อเท็จจริงที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย เชื่อถือได้ในทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยต่อสาธารณะ

จัดการกับผู้ปล่อยมลพิษทางอากาศทุกระดับ ไม่ว่าโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ยานพาหนะ ไปจนถึงระดับครัวเรือน

กำหนดมาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศที่เข้มข้น และบังคับใช้อย่างจริงจัง

มีระบบแรงจูงใจสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ วัดจากเกณฑ์ผลงานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ทำได้ตามเป้า-เลื่อนขั้น ทำไม่ได้-คาดโทษ

มีมาตรการและเทคโนโลยีทันสมัยช่วยสนับสนุน ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ใช้บิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์จัดการปัญหาจากรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล การสำรวจทางอากาศ และการรับรู้ระยะไกล เป็นต้น

จีนยังทำให้ประเทศเป็นแหล่งลงทุนด้านพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลก ก่อตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนใหญ่ที่สุด แน่นอนว่าไทยไม่สามารถทำตามได้หมดทุกข้อ แต่ก็มีหลายข้อทำได้ หรือทำแล้ว เช่น ยกระดับการแก้ปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ

แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ และการลักลอบเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ที่รัฐจะต้องใช้มาตรการจัดการขั้นเด็ดขาด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน